Wealth Visit Note

12/07/2021 CPW ก่อนไปคิดอะไร
  • แนวโน้มผลประกอบการ 2Q64 รวมถึงสถานการณ์ภาพรวมของธุรกิจว่าแนวโน้มในช่วง 2H64 เป็นอย่างไร และผลกระทบของมาตรการภาครัฐที่เพิ่งประกาศออกมาล่าสุด

หลังไปได้อะไร

  • ภาพรวมรายได้ 2Q64 คาดว่าจะเติบโต 25% YoY อยู่ที่ 717 ล้านบาท แต่จะลดลง 30% QoQ การลดลง QoQ นั้นถือว่าเป็นภาพของ Seasonality ที่เป็นปกติอยู่แล้วจากยอดขาย iPhone (34% ของรายได้รวม) ที่ลดลง ซึ่งไม่ได้น่ากังวลอะไร แต่ในเชิงของภาพ YoY ยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากการที่ ไม่มีการปิดห้างใน 2Q64 และ ยอดขาย iPad (20% ของรายได้รวม) มีความต้องการที่ดีต่อเนื่องจากกระแส Learn from home โดยสรุปเราคาดการณ์กำไรอยู่ที่ 6 ล้านบาทเติบโต 500% YoY โดยกำไร 1H64 คิดเป็น 40% ของกำไรทั้งปีที่เราทำไว้ งบคาดว่าจะประกาศในวันที่ 6 สิงหาคม
  • สภาณการณ์ Chip shortage ยังเป็นปัจจัยที่กดดันฝั่ง Supply ต่อเนื่องแต่ด้วยกลยุทธ์ที่บริษัทได้มีการปรับแผนการสั่งของล่วงหน้ามากขึ้นเรียบร้อยแล้วทำให้ปัจจัยนี้ยังไม่ได้กระทบภาพรวมของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
  • ในเชิงภาพการเติบโตของรายได้ปี 2564 ผู้บริหารยังคงเป้าหมายเดิมที่รายได้เติมโต 20% จากความต้องการสินค้า IT ที่ดีอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มมีความกังวลภายหลังจากมีมาตรการ Lockdown ออกมา โดย Assumption การเติบโตของรายได้ของเรา In line กับเป้าหมายของบริษัท โดยเราคงคาดการณ์กำไรที่ 77 ล้านบาทในปี 2564 เติบโต 40% YoY แต่เราอาจจะต้องมีการปรับประมาณการลงภายหลังจากมาตรการ ล่าสุดที่เพิ่งประกาศออกมา

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • ถึงแม้ว่าเราจะคาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิ 2Q64 ที่โดดเด่น แต่จากมาตรการภาครัฐล่าสุดที่รัฐบาลประกาศ Lockdown กทม. – ปริมณฑลเป็นเวลา 14 วัน โดยบริษัทแจ้งว่ามีสาขาที่ต้องปิดทั้งหมด 16 สาขา (30% ของจำนวนสาขาทั้งหมด) หลักๆจะเป็น .life โดยประเด็นนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อกำไร 3Q64 ของบริษัท โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจ Distributor ซึ่งคิดเป็นกว่า 50% ของกำไรสุทธิปี 2019 แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบคงไม่รุนแรงเท่ากับตอนเดือน เมษายน ปีที่แล้วที่มีการปิดทั้งประเทศ แต่ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนเราแนะนำให้  ชะลอการลงทุนออกไปก่อน  เพื่อรอดูความชัดเจนของผลกระทบของกำไรและความยืดเยื้อของสถานการณ์ เราขอคงกรอบราคาเป้าหมายที่8-5.6 บาทต่อหุ้น อิง 30-35x PE ปี 2565
28/06/2021 TVO ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วงที่เหลือของปีนี้ผลดำเนินงานของ TVO จะมีทิศทางอย่างไร อะไรจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อน หลัง 1Q64 กำไรสุทธิโตเด่น 79%YoY จากมีปริมาณขายน้ำมันและราคาขายกากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้น

หลังไปได้อะไร

  • ปี 2564 TVO ตั้งเป้ารายได้โต 15-20%YoY จาก 1) ราคาขายกากและน้ำมันถั่วเหลืองที่สูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก เนื่องจากอุปสงค์ถั่วเหลืองในจีนเพิ่มขึ้นมากหลังคุมสถานการณ์โควิดได้ อีกทั้งมีปัญหา Supply Shortage และ 2) ปริมาณขายน้ำมันถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น จากผู้บริโภคหันมาซื้อน้ำมันถั่วเหลืองแทนน้ำมันปาล์มหลังส่วนต่างราคาอยู่ในระดับต่ำ (ราคาปาล์มขึ้นหลังมีสต็อกต่ำ)
  • ศักยภาพทำกำไรปีนี้คาดดีขึ้นตามราคาถั่วเหลืองที่สูงขึ้น ส่วนปี 2565 การเติบโตของรายได้จะขึ้นกับราคาถั่วเหลืองเป็นสำคัญ โดยคงต้องจับตาสภาพอากาศที่จะมีผลต่ออุปทานถั่วเหลือง ขณะที่ปริมาณการขายคาดทรงตัว YoY จากอุปสงค์ถั่วเหลืองที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดจีน สำหรับงบลงทุนตั้งไว้ปีละ 400-600 ลบ. สำหรับปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ยังมีแผนขยายกำลังผลิตในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยแหล่งเงินทุนหลักมาจาก CFO

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • 2Q64 คาดกำไรโตเกิน 100%YoY (780-800 ลบ.) จากราคากากถั่วเหลืองในไทยที่ปรับขึ้น 32%YoY (เฉลี่ยที่ 18.25 บาทต่อ กก.) แต่ต้นทุนถั่วเหลืองที่สูงขึ้นจะทำให้กำไรอ่อนตัว QoQ ส่วน 2H64 แม้กำไรจะชะลอ HoH หลังมองราคาถั่วเหลืองผ่านจุดสูงสุดแล้ว แต่ยังโตเด่น YoY จากมีอุปสงค์และราคาขายเฉลี่ยที่สูงกว่าปีก่อน จึงคาดปี 2564 TVO จะมีกำไรปกตินิวไฮ 2.58 พันลบ. โต 56%YoY ก่อนลดลง 17%YoY (ใกล้เคียงตลาดคาด) ในปี 2565 จากราคาถั่วเหลืองที่ลดลง YoY 
  • แม้ปี 2564 เป็นปีทองและ TVO มีประวัติจ่ายปันผลดีต่อเนื่องกว่า 23 ปี ด้วย Yield สูงปีละกว่า 7% แต่มีโอกาสกำไรผ่านจุดดีสุดปีนี้ไปแล้วใน 1Q64 อีกทั้งช่วงสั้นคาดราคาหุ้น TVO จะได้รับ Sentiment ลบจากราคาถั่วเหลืองที่ปรับลงต่อเนื่อง โดยล่าสุดราคาถั่วเหลืองอยู่ที่ US$ 12.69 ต่อบุชเชล ลดลง 30% จากราคาสูงสุด (12 พ.ค. 64) ที่ US$ 16.41 ต่อบุชเชล หลังตลาดกังวลอุปสงค์จะชะลอจากข่าวสหรัฐฯ อาจผ่อนปรนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยโรงกลั่นและจีนมีแผนนำสำรองถั่วเหลืองมาใช้ บวกกับ เราประเมินกรอบราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 32-35 บาท (อิง PER 12-13x) มี Upside ไม่น่าสนใจ ช่วงสั้นจึงแนะนำ “Wait and See” อย่างไรก็ดีหากราคาหุ้นลงลึกมาแนวรับเทคนิค 27.50+/- มอง Upside จะกว้างขึ้นและเหมาะซื้อรับปันผล
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ราคาขายกากถั่วเหลืองและต้นทุนถั่วเหลืองขึ้นกับราคาในตลาดโลก รวมถึงอุปทานถั่วเหลืองที่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2565 ตามการคลี่คลายของปัญหาเอลนีโน่
18/06/2021 HTC ก่อนไปคิดอะไร
  • ผลประกอบการของ HTC ที่โดดเด่นใน 1Q64 และแนวโน้มของ 2Q64 เทียบ YoY บนฐานที่สูงแม้มี COVID-19 ในปี 2563 รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงใน 2H64 เมื่อเริ่มมีการเปิดเมืองโดยเฉพาะโซนภาคใต้

หลังไปได้อะไร

  • มีมุมมองเป็น “บวก” ต่อภาพรวมของบริษัทใน 2H64 โดยเฉพาะแรงหนุนจาก Re-opening ในพื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้และศักยภาพการบริหารค่าใช้จ่ายและการเพิ่มยอดจาก Traditional Trade

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรามองว่า HTC จะเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่เป็นตัวแทนของกลุ่ม Re-opening และได้ผลบวกจากกลุ่มท่องเที่ยวในภาคใต้โดยในเดือน มิ.ย. HTC เริ่มเห็นการกลับมาของ Demand ในกลุ่มร้านอาหารและกลุ่มโรงแรมเพื่อรองรับการเปิดเมืองใน 2H64 ประกอบกับสินค้าในกลุ่ม Coca-Cola ทั้ง Zero Sugar และ Less sugar ที่คาดว่ายอดขายจะดีขึ้นและระบบ Logistic ที่แข็งแกร่ง จำนวนรถขนส่งกว่า 180 คันคาดจะทำให้ปี 2564-2565 เติบได้ต่อเนื่อง
  • ปีนี้ HTC ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ 3-6% YoY แม้ไม่สูงมากแต่บริษัทได้เริ่มบริหาร Efficiency โดยการลดค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าในส่วนที่มี Gross margin สูงขึ้น ดังนั้นเราคาดรายได้ปีนี้ที่ 6,665 ล้านบาท (+4% YoY) กำไรสุทธิ 602 ล้านบาท (+6% YoY) เป็น Record High และในปีนี้ 2565 รายได้เติบโตต่อเนื่อง 5% YoY และกำไรสุทธิเติบโต 9% YoY
  • เราคาดทิศทางผลประกอบการของ 2Q64 ที่รายได้ทรงตัว YoY และ QoQ แม้เกิด COVID-19 รอบ 3 ในไตรมาสแต่คาดว่ามีผลต่อยอดขายของ HTC จำกัดเนื่องจากจุดแข็งของบริษัทที่เน้นช่องทางการขายที่ Traditional Trade มากขึ้นและเราคาด GP ของ 2Q64 ที่ใกล้เคียงเฉลี่ยปี 2563 และ 1Q64 ที่ 5% ดังนั้นคาดแนวโน้มกำไรสุทธิทรงตัว QoQ แต่อ่อนตัว YoY จากฐาน GP ที่สูงเป็นพิเศษใน 2Q63
  • เราแนะนำ ซื้อ HTC ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 49 บาท/หุ้น จากเป้า PER ที่ 15 เท่าซึ่งเท่ากับ เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีและเราชอบที่ HTC เป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอและให้ตอบแทนจากเงินปันผลสูง 5.5-6.3% ต่อปี โดยเราคาดเงินปันผลของ 1H64 ที่ 75 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น 1H64 Yield ที่ 2% นอกจากนี้ HTC มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ระดับ DE Ratio ที่ 0.5 เท่า
31/05/2021 TPAC ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วงที่เหลือปีนี้ผลการดำเนินงานจะมีทิศทางอย่างไร และกลยุทธ์การเติบโตของบริษัท รวมถึงผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

หลังไปได้อะไร

  • CEO ของ TPAC เปิดเผยว่าผลกระทบจากการระบาดในอินเดียมีค่อนข้างจำกัดแต่ยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และบริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มสุงขึ้นให้กับลูกค้าได้ซึ่งจะไม่กระทบกับอัตราการทำกำไรของบริษัท การเติบโตในปี 2564 นั้นจะมาจากการขยายกำลังการผลิตใน UAE นอกจากนั้นยังมองหาการควบรวมกิจการในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตของ EBITDA เป็นเท่าตัวในปี 2024 จากปี 2020 หรือคิดเป็นการเติบโต 14-15% ต่อปี
  • กำลังการผลิตยังพอที่จะรองรับความต้องการที่อยู่ในระดับสูงได้โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 70% สำหรับโรงงานที่บางขุนเทียนในขณะที่โรงงานที่บางนาอยู่ที่ 30% ส่วนในต่างประเทศอยู่ที่ 65-70% งบดุลค่อนข้างแข็งแกร่งที่ Net D/E ที่ 8 แม้ว่าจะมี M&A อย่างต่อเนื่องจึงมองว่าบริษัทมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการขยายธุรกิจในอนาคตทั้ง Organic และการซื้อกิจการเพิ่มเติม

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • 2Q64 คาดว่ากำไรจะกลับสู่ระดับปกติและคาดว่าจะมีการเติบโตราว 20% YoY หลังจากที่มีผลขาดทุนจากการปรับปรุงรายการค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จากการควบรวมกิจการในอินเดียซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวใน 1Q64 โดยทั้งปี 2564 เรามองว่ากำไรของบริษัทจะทำจุดสูงสุดใหม่โดยมีการเติบโต 30% YoY แม้ว่าจะมีฐานสูงในปี 2563 และในช่วงปี 2563-2568 จะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 16% โดยเป็นการเติบโตในส่วนของรายได้เป็นสำคัญ
  • เรามองว่าหุ้น TPAC เป็นหุ้นที่มีความชัดเจนของรายได้และกำไรจากการดำเนินงานสูง ธุรกิจมีลูกค้าที่ชัดเจนและเป็นกลุ่มสินค้าที่จำเป็นที่มีความผันผวนต่ำและมีความแข็งแกร่งกับห่วงโซ่อุปทานในฝั่งการผลิต ทำให้บริษัทมีอำนาจการต่อรองกับลูกค้าที่สูงส่งผลให้อัตราการทำกำไรในส่วน EBITDA สูงกว่ากลุ่มราว 200-300bps
  • TPAC เป็นหุ้นเล็กพื้นฐานดีที่รายได้ กระแสเงินสดและกำไรจากการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้เราประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 65 ที่หุ้นละ 5-20.0 บาท ซึ่งอิงกับค่าเฉลี่ย P/E ในอดีต (ไม่รวมปี 2018 ที่ไม่มีกำไร) และลดทอนจากกลุ่ม Packaging ที่อยู่ที่ 25x ซึ่งอาจจะต้องรอให้บริษัทเข้าสู่ตลาด SET จึงจะทำให้มีการ Re-rate ในเชิงการประเมินมูลค่าหุ้น จึงคงแนะนำ “ซื้อ” ทั้งนี้เทคนิคมีแนวรับ 15 บาท และมีเงินปันผลราว 2-3%
31/05/2021 WICE ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วงที่เหลือของปีนี้ผลการดำเนินงานมีทิศทางอย่างไร และมีอะไรเป็นปัจจัยขับเคลื่อน หลัง 1Q64 WICE สามารถสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 82 ลบ. เติบโตก้าวกระโดด 170%YoY ซึ่งมีแรงหนุนหลักจากรายได้ที่เติบโตในทุกธุรกิจและยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี

หลังไปได้อะไร

  • คุณชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการ WICE เผยว่า ปี 2564 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 20%YoY ปัจจัยขับเคลื่อนจาก ศก. ที่ฟื้นตัวทำให้อุปสงค์ขนส่งสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เพิ่มขึ้น อีกทั้งค่าระวางทั้งทางเรือและทางอากาศยังทรงตัวสูง นอกจากนี้ธุรกิจ Warehouse เตรียมเปิดคลังสินค้าใหม่อีก 1 หมื่นตร.ม.ในกลางปีนี้และอุปสงค์ขนส่งสินค้าข้ามแดน (CBS) ของ บ.ร่วมทุน ETL (ถือ 40%) เติบโตมากจนต้องสั่งตู้คอนเทนเนอร์เพิ่ม 200 ตู้ เพื่อรองรับขยายงาน
  • ศักยภาพทำกำไรคาดดีขึ้นต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ามีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 5-6% จากแผนบริหารจัดการเครือข่ายโลจิสติกส์ในมือให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และคาดเกิดผลประหยัดต่อขนาดในธุรกิจ CBS หลังมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นและหาสินค้าขากลับมากขึ้น รวมทั้งมีแผนขยายให้บริการขนส่งสินค้าข้ามแดนแบบไม่เต็มตู้ (LTL) ให้แก่ลูกค้ารายเล็ก ซึ่งจะสร้างรายได้เพิ่มและยังมีมาร์จิ้นสูง
  • ส่วนระยะยาวยังคงตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละราว 20-30% จากทั้ง Inorganic และ Organic Growth ซึ่งหลักๆ จะขยายงานขนส่งสินค้าข้ามแดนเพื่อรองรับตลาดจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพเติบโตที่ดีและมีคู่แข่งน้อยราย อีกทั้งคาดเกิด Synergy จากการร่วมมือกันของบ.ในเครือ

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • 2Q-4Q64 คาดกำไรยังเติบโต YoY จากอุปสงค์ขนส่งสินค้าที่เติบโตในทุกช่องทาง อีกทั้งค่าระวางทั้งเรือและอากาศยังทรงตัวสูง บวกกับ ธุรกิจ CBS คาดได้รับมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่เหลืออีก 50% ใน 2Q64 ซึ่งจะรับงานได้เพิ่มขึ้น (เน้นบริการ LTL ซึ่งมีมาร์จิ้นดีเพื่อเพิ่มศักยภาพทำกำไร) ทั้งนี้เราคาดปี 2564 WICE จะมีกำไรสุทธิ 280 ลบ. เติบโต 39%YoY และเติบโตต่อ 14%YoY ในปี 2565 ทั้งนี้ในประมาณการยังไม่รวมดีล M&A ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาและคาดจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้
  • เราคงมุมมองบวกต่อ WICE ซึ่งมีจุดแข็งคือการให้บริการครบวงจรและมีเครือข่ายรองรับทุกประเทศการค้าสำคัญ จึงตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลาย และมองยังเติบโตได้อีกมากหลังมีแผนขยายธุรกิจและฐานลูกค้าไปยังอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อีกทั้งยังมี Catalyst จากแผนนำบริษัทลูก ETL เข้าจดทะเบียนใน ตลท. ภายในปี 2565 ทั้งนี้ประเมินกรอบราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 9.80-10.30 บาท (อิงกรอบค่าเฉลี่ย PER กลุ่มที่ 20-21x) คงแนะนำ “ซื้อ” ทั้งนี้เทคนิคมีแนวรับ 7.60/7.35 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ สงครามการค้าจีน-สหรัฐ, ความผันผวนของค่าระวางซึ่งเป็นต้นทุนหลัก
31/05/2021 SFT ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วงที่เหลือปีนี้ผลการดำเนินงานจะมีทิศทางอย่างไร และมีอะไรเป็นปัจจัยขับเคลื่อน หลัง 1Q64 SFT ทำกำไรนิวไฮ 28 ลบ. ดีกว่าคาด โดยเติบโตเด่น 61%YoY และ 32%QoQ จากมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมากหลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นและคุมค่าใช้จ่ายได้ดี

หลังไปได้อะไร

  • คุณ ซุง ชง ทอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SFT เผยว่า ปี 2564 บริษัทยังตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20%YoY จาก 1) ออเดอร์ของลูกค้าเก่า (กลุ่มเครื่องดื่ม อาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม)ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากแผนออกสินค้าใหม่โดยเฉพาะช่วง 2H64 อีกทั้งสถานการณ์โควิด-19 ในตปท. ที่คลี่คลายทำให้ตลาดส่งออกของลูกค้าฟื้นตัว และ 2) ออเดอร์ของลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น หลังได้รับความเชื่อถือมากขึ้นจากเข้ามาเป็น บจ. ใน ตลท. โดยมีแผนขยายตลาดเอเชียและญี่ปุ่นเพิ่ม
  • ศักยภาพทำกำไรอยู่ในทิศทางดี โดยจะเน้นบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพเพื่อรักษา Net Margin ให้ไม่ต่ำกว่า 10% ส่วนปี 64-65 ตั้งงบลงทุนรวม 247 ลบ. สำหรับเพิ่มกำลังผลิตเพื่อรองรับออเดอร์ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังมีแผนขยายฐานลูกค้าและออกสินค้าใหม่ๆ โดยจะใช้เงิน 30 ลบ. ซื้อเครื่องจักรใหม่ (ตัวที่ 5) เพื่อเพิ่มกำลังผลิตตั้งแต่ มิ.ย. 64 อีก 25-30 ล้านเมตรต่อปี (+20-25%), สร้างโรงงานแห่งที่ 2 และซื้อเครื่องจักรใหม่ราว 217 ลบ. ซึ่งคาดก่อสร้างเสร็จ ก.พ. 65 และมีกำลังผลิตเพิ่มปีละ 50-60 ล้านเมตร (+30-35%) ซึ่งแหล่งเงินทุนหลักมาจากเงิน IPO

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • 2Q64 คาดกำไรนิวไฮจากเป็น High Season ของลูกค้าเครื่องดื่ม ส่วน 2H64 กำไรจะดีขึ้น HoH และ YoY จากดีมานต์แข็งแกร่งของลูกค้าทุกกลุ่มและมีลูกค้าใหม่ อีกทั้งรับรู้กำลังผลิตเพิ่มจากเครื่องจักรใหม่ตั้งแต่ มิ.ย. 64 หลังอัตราใช้กำลังผลิตเดิมตึงตัวแล้ว ขณะที่ต้นทุน PVC/PET แม้สูงขึ้นแต่คาดไม่กดดันมาร์จิ้นเพราะมีสต็อกต้นทุนต่ำใช้ถึงสิ้นปีนี้และเจรจาลูกค้าพร้อมปรับขึ้นราคา
  • เราคงมุมมองบวกต่อ SFT ซึ่งมีจุดแข็ง คือ การมีคู่แข่งแบบครบวงจรที่มีคุณภาพน้อยราย เพราะต้องใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญสูง และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้นำในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง จึงไม่นิยมเปลี่ยนผู้ผลิตบ่อย โดยปี 2564-65 คาดกำไรเติบโตเด่นเฉลี่ยปีละ 33%
  • SFT เป็นหุ้นเล็กพื้นฐานดีที่กำไรอยู่ในทิศทางขาขึ้น ทั้งนี้เราประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 65 (หลังปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากเดิม 14%) ที่หุ้นละ 8.00-8.30 บาท (อิงกรอบค่าเฉลี่ย PER กลุ่ม Packaging ที่ 25-26x) จึงคงแนะนำ “ซื้อ” ทั้งนี้เทคนิคมีแนวรับ 6.20/6.00 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ต้นทุน PVC, PET ที่สูงขึ้น รวมทั้งค่าเงินบาทอ่อนจะกดดันศักยภาพทำกำไร
31/05/2021 PM ก่อนไปคิดอะไร
  • เราเห็นการเติบโตของผลประกอบการของ PM ใน 1Q64 ที่โดดเด่นท่ามกลางสถานการณ์ COVID1-9 ระรอก 2

หลังไปได้อะไร

  • มีมุมมองเป็นบวกตอ่ภาพรวมของบริษัทและสินค้าใหม่ โดยเฉพาะ ทาโร่ โรล ซึ่งเปิดตัวในปี 2563 และได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นในปีนี้ เนื่องจากตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ WFH เรียน Online หรือติดพันภารกิจแต่มีเวลาจำกัดแต่ต้องการ Snack ที่มีประโยชน์เน้นโปรตีน

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • ในปีนี้เราคาด PM จะสามารถเติบโตต่อเนื่องจากที่ 1Q21 กำไรสุทธิเติบโตเด่น +57.6% YoY และ +20.6% QoQ จากการประหยัด SG&A และการควบตุมต้นทุนที่ดีทำให้ GP ดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ โดยเราคาดการเติบโตของรายได้ในปี 2564 และ 2565 ที่ 15% และ 8% ตามลำดับ ซึ่งคาดว่าสัดส่วนการเติบโตจะดีขึ้นใน 2H64 จากการ Full Operation ของ Modern Trade นโยบายกระตุ้นของภาครัฐที่เพิ่มการจับจ่ายในส่วนของ Retail รวมถึงต้นทุนของวัตถุดิบคือซูรูมิ ที่ยังควบคุมได้ ดังนั้นคาดกำไรสุทธิเติบโต 4% และ 9.8% YoY ตามลำดับในปี 2564-2565 เท่ากับ 475 ล้านบาทและ 521 ล้านบาท
  • ตลาด Snack ใน 1Q64 แม้มูลค่าตลาดลดลง -9% YoY แต่ด้วยจุดแข็งแขงสินค้าของ PM โดยเฉพาะกลุ่มทาโร่ทำให้รายได้ยังโตต่อเนื่องซึ่งส่วนหนึ่งได้แรงหนุนมาจาก Distribution Chanel ที่แข็งแกร่ง เช่นในภาคใต้ได้ HTC เป็น Distributor รวมไปถึงช่องทาง e-commerce และการเริ่มขยายตลาดไปต่างประเทศ เช่น ในประเทศจีน ซึ่งเริ่มที่ช่องทาง e-commerce ซึ่งคาดว่าจะสามารถได้ช่องทางอื่นได้มากขึ้นในปีนี้ และ EIC คาดว่า Snack กลุ่มปลาเส้นจะเติบโตเด่นกว่าตลาดเนื่องจากตอบโจทย์เรืองสุขภาพ โดย EIC มองมูลค่าตลาดที่ 15,600 ล้านบาท CAGR ปี 2563-2568 ที่ 5%
  • เราแนะนำ ซื้อ PM ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 50 บาท/หุ้น จากเป้า PER ที่ 19 เท่าซึ่งเท่ากับ +1 SD โดยเป็นระดับที่ PM เคย Trade ในช่วงปี 2560 ที่ผลประกอบการทำ Record High ที่ 501 ล้านบาทซึ่งในปี 2565 เราคาดกำไรจะ Record High ที่ 521 ล้านบาทจึงเป็นระดับที่เหมาะสม และ เรายังชอบที่ PM มีจุดเด่นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอและให้ตอบแทนจากเงินปันผลสูง 5.5-6.5% ต่อปี ประกอบกับฐานะการเงินแข็งแกร่ง ระดับ DE Ratio ที่ 0.69 เท่าและเป็น Net Cash Company
17/05/2021 OSP ก่อนไปคิดอะไร
  • เราเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์หลังการประกาศผลประกอบการ 1Q64 ที่เติบโตโดดเด่นและคาดว่าทิศทางของ 2Q64 มีโอกาสอ่อนตัว QoQ และทรงตัว YoY

หลังไปได้อะไร

  • OSP ได้ update สินค้าใหม่ เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง Lipo Fine สำหรับผู้หญิง กลุ่ม Functional Drink คือ C-Vitt Big Pack และ C-Vitt คอลลาเจนและ Fiber และผลตอบรับที่คาดว่าจะดีขึ้นเป็นลำดับจากนี้ไป รวมทั่งการเป็น Distributor ให้กับน้ำวิตามินยันฮี และการเซ็น MOU กับยันฮีเพื่อพัฒนาเครื่องดื่มสมุนไพร กัญชง กัญชา ในปีนี้

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • OSP รายงานกำไรสุทธิของ 1Q64 ที่ 1,004 ล้านบาท (+4% YoY และ +18% QoQ) สูงกว่าที่เราคาดที่ 940 ล้านบาท 6.8% จากเงินปันผลของบริษัทลูกที่สูงกว่าคาด รายได้เท่ากับ 6,776 ล้านบาท (+1.3% YoY และ +6.1%) สัดส่วนจากเครื่องดื่ม 86% จาก Personal Product 7% และอื่น ๆ อีก 7% ในไตรมาสนี้ตลาดในประเทศโดยรวมทั้งเครื่องดื่มชูกำลังและ Functional Drink หดตัวแรงในเดือน ม.ค. และกลับมาเติบโตดีในช่วงท้ายไตรมาสด้วยผลกระทบ COVID-19 ใน wave 2 รายได้จากกลุ่มเครื่องดื่มเติบโต 3.1% YoY หนุนให้ส่วนรายได้จากเครื่องดื่มในประเทศเพิ่มขึ้น 1.3% YoY อยู่ที่ 4,651 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมจากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในต่างประเทศเติบโต 11.1% YoY Gross margin ลดลงเท่ากับ 33.5% ใกล้เคียงกับเราคาดที่ 34.5% จาการปิดซ่อมบำรุงเตาแก้ว ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและต้องสั่งสินค้าเข้ามาทดแทน การบันทึกเงินปันผลจากบริษัทลูกเข้ามามากกว่าคาดที่ประมาณ 300 ล้านบาทสูงกว่าที่เราคาดที่ 150 ล้านบาท
  • เราคาดว่าทิศทางกำไรสุทธิ 2Q64 มีโอกาสอ่อนตัว QoQ หากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ใน wave 3 กดดันให้ยอดขายไม่สามารถฟื้นตัวได้ในไตรมาส และด้วยแรงหนุนของกลุ่ม Functional Drink และยอดขายต่างประเทศ เช่น เมียนมาร์ทียังเติบได้ คาดจะยังสามารถประคองผลประกอบการทรงตัว YoY ได้
  • 1H64 คาดจะเป็นช่วงที่ผลประกอบการอ่อนตัวกว่า 2H64 ซึ่งจะกลับมาเติบโตด้วยการบริโภคภายในประเทศฟื้นตัวและยอดขายจากสินค้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Functional Drink และต่างประเทศ รวมไปถึงต้นทุนคาดว่าจะบริหารได้ดีขึ้นทั้งจากโรงแก้วกลับมาเดินเครื่อง คาดรายได้ในปี 2564 ที่ 26,351 ล้านบาท (+3% YoY) กำไรสุทธิที่ 3,772 ล้านบาท (+7.6% YoY)
  • เราประเมินด้วยด้วยกรอบ PER ที่ 28-30 เท่า ซึ่งมี Discount จากกลุ่มประมาณ 20% และเหมาะสมกับอัตราการเติบโตในอนาคต ได้ราคาเป้าหมายหมายปี 2565 ที่ 37-41 บาท/หุ้น แนะนำ ซื้อ
06/05/2021 NYT ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบทิศทางผลการดำเนินงานของบริษัท หลัง ส.อ.ท. เผยยอดส่งออกรถยนต์ของไทยเดือน มี.ค. 64 อยู่ที่ 104,506 คัน เพิ่มขึ้น 16.4%YoY และสูงสุดในรอบ 2 ปี จาก ศก. ของคู่ค้าขยายตัว

หลังไปได้อะไร

  • NYT เป็นผู้นำการให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อการส่งออกและนำเข้ารถยนต์แบบครบวงจรของไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดกว่า 80% จากการให้บริการท่าเทียบเรือ A5 และ C0 โดยปี 64 บริษัทตั้งเป้ารายได้โต 5-10%YoY (ใกล้เคียงแนวโน้มการเติบโตของตลาดส่งออกรถยนต์) หลักๆ มาจากการฟื้นตัวของรายได้บริการท่าเทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่อง หลังปีก่อนสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ได้กดดันเศรษฐกิจและยอดสั่งซื้อรถยนต์ทั่วโลก ทำให้บริษัทมีปริมาณรถยนต์ส่งออกผ่านท่าเทียบเรือและรายได้หลักส่วนนี้หดตัวถึง 26.3%YoY และ 2%YoY ตามลำดับ
  • ส่วนรายได้บริการคลังสินค้า (พื้นที่เช่า 2.74 แสนตรม.) คาดยังโตดี YoY จากจุดแข็งของทำเลที่อยู่รอบท่าเทียบเรือแหลมฉบัง จึงมีลูกค้ารายใหม่มาใช้บริการเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันอัตราใช้พื้นที่คลังสินค้าของบริษัทเกือบเต็ม 100% อีกทั้งค่าเช่ายังมีการปรับขึ้น 10% ทุก 3 ปีสำหรับลูกค้าที่เช่าระยะยาว

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราคาด 1Q64 NYT มีกำไรสุทธิ 98 ลบ. โต 24%YoY และ 8%QoQ ทั้งนี้การเติบโต YoY คาดเกิดจากพลิกมีกำไรจากเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลหลังตลาดการเงินดีขึ้น (1Q63 ขาดทุนเงินลงทุน 27 ลบ.) และพลิกมีส่วนแบ่งกำไรเล็กน้อยในบ.ร่วม (ท่าเรือ C0 ถือ 49%) หลังลูกค้าเร่งส่งสินค้าโครงสร้างขนาดใหญ่และเหล็ก (1Q63 มีส่วนแบ่งขาดทุนฯ 10 ลบ.) ส่วนการเติบโต QoQ คาดเกิดจากมีปริมาณรถยนต์ส่งออกผ่านท่าเทียบเรือเพิ่มขึ้น ตามยอดส่งออกรถยนต์ 1Q64 ที่โต 20%QoQ
  • 2Q-3Q64 คาดกำไรโตเด่น YoY จากฐานต่ำและ ศก. ของคู่ค้าฟื้นตัว โดยเฉพาะออสเตรเลียคาดอุปสงค์ซื้อรถกระบะและรถบรรทุกปีนี้จะเพิ่มขึ้นเด่น หลัง ศก. มีโอกาสฟื้นตัวแบบ V-Shape จากคุมโควิดดีและรัฐออกมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่ รวมทั้งอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินและแร่เหล็กยังดีตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ส่วนคู่ค้าหลักอื่นๆ ในเอเชียและยุโรปคาดจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ หนุนให้ปี 64 คาด NYT จะมีกำไรสุทธิ 312 ลบ. เติบโต 36.6%YoY และยังโตต่อ 20.6%YoY ในปี 65
  • NYT เป็นหุ้น 2 in 1 คือ 1) Global Stock หลังกำไรอิงการฟื้นตัวของ ศก. คู่ค้า และ 2) Dividend Stock จากมีฐานะการเงินแกร่งและธุรกิจกึ่งผูกขาดทำให้ CFO เข้าต่อเนื่อง จึงจ่ายปันผลได้ในอัตราสูง คิดเป็น Yield ปีละ 5-6% ทั้งนี้เราประเมินกรอบราคาเป้าหมายปี 65 หุ้นละ 5.50-6.10 บาท (อิง PER 5 ปีย้อนหลังที่ 18-20x) มี Upside 21-35% และยังมีเงินปันผลจ่ายปี 63 หุ้นละ 0.20 บาท (XD 7 พ.ค.) คิดเป็น Div. Yield 5.6% จึงแนะนำ “ซื้อ” ทั้งนี้เทคนิคมีแนวรับ 4.44 และ 4.36 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ไม่ได้ต่ออายุสัมปทาน A5 ซึ่งหมดอายุ เม.ย. 69 (ต่อทุก 5 ปี), ศก. คู่ค้าชะลอ
05/05/2021 CPW ก่อนไปคิดอะไร
  • บริษัทฯ Apple ที่สหรัฐฯ ประกาศผลประกอบการช่วง ม.ค. – มี.ค. 64 โดยมียอดขายเติบโตสูงถึง 61.6% YoY เราจึงอยากทราบว่า CPW จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากประเด็นนี้มากน้อยแค่ไหน

หลังไปได้อะไร

  • ปี 2564 ผู้บริหาร CPW ตั้งเป้ายอดขายโต 20% YoY ปัจจัยหนุนมาจาก 1) บริษัทฯมีแผนการเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 7 สาขา เป็น 54 สาขา จากปีที่แล้วที่เปิดเพิ่มเพียง 5 สาขา 2) Apple มีการเปิดสินค้าใหม่ไม่ว่าจะเป็น iPad Pro (ไฮไลท์) AirTag iMac ใน 2Q64 3) ยอดขายฝั่ง Digital lifestyle ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ติดลบ 17% ในปี 2563 4) ปีนี้บริษัทปรับแผนสั่งสินค้าล่วงหน้า 12 สัปดาห์ จากปกติอยู่ที่ 4 สัปดาห์ เพื่อแก้ปัญหา Supply shortage ที่เกิดขึ้นในปี 2563 และ 5) แนวโน้มการเติบโตของมือถือ 5G ถ้ามองจากการเติบโตของรายได้ของ Apple ในช่วง 1Q64 เรามองว่าเป้าหมายการเติบโตที่ 20% ถือว่าค่อนข้าง Conservative

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • CPW ถือว่าเป็น Proxy ของหุ้น Apple ที่โดดเด่นตัวนึงเนื่องจาก 78% ของยอดขายมาจากสินค้าแบรนด์ Apple ซึ่งสูงกว่า COM7 ที่ 30-40% และ SYNEX ที่ 20-30%
  • 1Q64 เราเห็นแนวโน้มการเติบโตของยอดขายที่จะสูงโดดเด่นตามภาพยอดขาย Apple ที่ประกาศออกมา โดยมาจากยอดขาย iPhone 12 ที่ดีต่อเนื่องจากที่มีการเปิดตัวล่าช้าในปีที่แล้ว และยอดขาย iPad ที่ดีต่อเนื่องเช่นกันจากความต้องการในส่วนของ Online learning โดยคาดรายได้ จะเติบโต 25% YoY อยู่ที่ 973 ลบ. และกำไรอยู่ที่ 20 ลบ. เติบโต 74.8% YoY (งบออก 14 พ.ค.)
  • ปี 2564 เราคาดการณ์ CPW จะมีกำไรอยู่ที่ 77 ลบ. เติบโต 40% YoY แรงหนุนจากการเติบโตของรายได้ที่ 20% YoY และอัตรากำไรสุทธิฟื้นตัวขึ้นอยู่ที่ 1.92% จาก 1.65% ในปี 2563
  • ถึงแม้ราคาหุ้นจะขึ้นมา 92% YTD แต่ในเชิง Valuation ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ 4x PE ในปี 2564 และ 24.8x PE ในปี 2565 ยัง Laggard COM7 (45.7x PE และ 37.1x PE), SYNEX (33.4x PE และ 27.9x PE), และ SPVI (30.0x PE และ 26.5x PE) ค่อนข้างมาก และกำไรมีการเติบโตปี 2565 ที่ 22% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 19% โดยเราให้ราคาเป้าหมายปี 2565 อยู่ที่ 4.80-5.80 บาท อิง 25-30x จึงแนะนำ ”ซื้อ” โดยทางเทคนิคมีแนวรับที่ระดับ 3.74 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การขาดแคลนพวก Chip แต่บริษัทฯได้มีการบริหารจัดการสั่งสินค้าเพิ่มล่วงหน้ามากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว
26/04/2021 OSP ก่อนไปคิดอะไร
  • ผลกระทบของ COVID-19 ระรอก 2 และสถานการณ์ในเมียนมาต่อผลประกอบการใน 1Q64 และเรากังวลต่อผลกระทบของการบริโภคในช่วงต้นของการระบาดในระรอก 3 ใน 2Q64 และการฟื้นตัว

หลังไปได้อะไร

  • เราพบว่าใน 1Q64 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มชูกำลังหดตัวแรงจากผลของ COVID-19 แต่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างเร็วในไตรมาส ขณะที่ OSP ได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสาหกรรมและยังคงรักษาระดับส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ ส่วนของ Functional drink โดยเฉพากลุ่ม vitamin C ยังทำได้ดีและเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ ส่วนของผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ได้รับผลกระทบยอดขายอ่อนตัว YoY และ QoQ เนื่องจากบางส่วนเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ทเวลพลัส ขณะที่รายได้จากเมียนมาได้รับผลกระทบเล็กน้อย การเติบโตต่ำกว่า 10% ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 15-20%

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • คาดรายได้ของ 1Q64 ที่ 6,486 ล้านบาท(-3% YoY แต่ +1.6% QOQ) โดยการเติบโตของ Functional Drink และรายได้จากต่างประเทศคาดจะชดเชยส่วนลดของเครื่องดื่มชูกำลังและ Personal Care Product ได้ ขณะที่อัตราทำกำไรขั้นต้นคาดจะอ่อนตัวเท่ากับ 5% จาการปิดซ่อมบำรุงเตาแก้วใน 1Q64 ซึ่งคาดจะกลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังในปลาย 2Q64 ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและต้องสั่งสินค้าเข้ามาทดแทน นอกจากนี้ใน 1Q64 จะมีการบันทึกเงินปันผลจากบริษัทลูกโดยเราคาดที่ประมาณ 150 ล้านบาท ดังนั้นคาดว่ากำไรสุทธิของ 1Q64 ที่ 940 ล้านบาท (+1.5% YoY และ+10.5% QoQ).
  • เราคาดว่าใน 2Q64 มีโอกาสที่ผลประกอบการจะทรง QoQ แต่เติบโตเด่น YoY จากฐานที่ต่ำในปีก่อน และในปีนี้มองว่าผลกระทบจากระรอก 3 จะฟื้นเร็วได้ภายในไตรมาส รวมทั้ง OSP มีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าในกลุ่ม C-Vitt ซึ่งเราคาดว่าจะหนุนรายได้ใน 2H64 เป็นต้นไป เราคาดรายได้ในปี 2564 ที่ 26,351 ล้านบาท (+3% YoY) กำไรสุทธิที่ 3,772 ล้านบาท (+7.6% YoY)
  • ใน 1H64 เราคาดว่าจะเป็นช่วงที่ผลประกอบการอ่อนตัวกว่า 2H64 ซึ่งจะกลับมาเติบโตด้วยการบริโภคภายในประเทศที่จะฟื้นตัวและโครงการช่วยการบริโภคของรัฐบาล รวมไปถึงต้นทุนของ OSP ที่คาดว่าจะบริหารได้ดีขึ้นทั้งจากโรงแก้วกลับมาเดินเครื่อง และ FitFastFirm ดังนั้นเรามองว่าเป็นจังหวะของการสะสมหุ้น และเรามองว่า OSP มีการกระจายความเสี่ยงของฐานสินค้าและฐานรายได้จากในและประเทศสมดุลดี เราประเมินด้วยด้วยกรอบ PER ที่ 28-30 เท่า ซึ่งมี Discount จากกลุ่มประมาณ 20% และเหมาะสมกับอัตราการเติบโตในอนาคต ได้ราคาเป้าหมายหมายปี 2565 ที่ 37-41 บาท/หุ้น แนะนำ ซื้อ
21/04/2021 SFT ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบเป้าหมายการเติบโตและปัจจัยที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทในปีนี้และระยะยาว

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณ ซุง ชง ทอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SFT ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตและจำหน่ายฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยระบบการพิมพ์กราเวียร์และระบบการพิมพ์ดิจิตอลแบบครบวงจรในไทย พบว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละ 15-20% จากคำสั่งซื้อของลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อาหาร และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม นอกจากนี้ยังเน้นบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพเพื่อรักษา Net Margin ให้ไม่ต่ำกว่า 10%
  • ตั้งงบลงทุนปีนี้ 150 ลบ. แบ่งเป็น 1) ซื้อเครื่องจักรระบบกราเวียร์ 1 เครื่อง (ตัวที่ 5) ราว 30 ลบ. ซึ่งจะเพิ่มกำลังผลิตปีละ 33 ล้านเมตร (+25% เป็นปีละ 167 ล้านเมตร) และคาดผลิตเชิงพาณิชย์ใน 2Q64 และ 2) ก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ราว 120 ลบ. ซึ่งคาดก่อสร้างเสร็จ ก.พ. 65 และมีกำลังผลิตเพิ่มปีละ 51 ล้านเมตร (+31% เป็นปีละ 218 ล้านเมตร) ซึ่งแหล่งเงินทุนหลักมาจากเงิน IPO

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราคาด 1Q64 SFT มีกำไรสุทธิ 23 ลบ. เติบโตเด่น 30%YoY และ 6%QoQ ปัจจัยหนุนจาก 1) ยอดขายคาดโต 15%YoY จากมีคำสั่งผลิตฉลากฟิล์มหดรับรูประบบกราเวียร์ของลูกค้าเก่ากลุ่มเครื่องดื่มและเครื่องสำอางที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีลูกค้าใหม่เข้ามาต่อเนื่อง และ 2) อัตรากำไรขั้นต้นคาดดีขึ้นเป็น 29.5% จาก 27.3% ใน 1Q63 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น
  • 2Q-4Q64 คาดกำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ เพราะนอกจาก Q2 เป็น High Season ของคำสั่งซื้อกลุ่มเครื่องดื่มแล้ว ตั้งแต่ พ.ค. 64 จะรับรู้กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเครื่องจักรระบบกราเวียร์ตัวใหม่ซึ่งจะช่วยรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นได้ หลังปัจจุบันอัตราใช้กำลังผลิตเดิมตึงตัวแล้ว ขณะที่ราคาวัตถุดิบ PVC และ PET แม้จะสูงขึ้นแต่คาดยังไม่กดดันศักยภาพทำกำไรเพราะบริษัทสต็อกวัตถุดิบต้นทุนต่ำไว้ใช้ถึง ก.ย. นี้ และพร้อมปรับขึ้นราคาขายฉลากจากลูกค้าหากราคาวัตถุดิบยังทรงตัวสูง ทำให้เราคาดปี 64 SFT จะมีกำไรสุทธิ 100 ลบ. เติบโต 28%YoY และยังโตต่อเฉลี่ยปีละ 20% ในปี 65-67 จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าทุกกลุ่มตาม ศก. ที่ฟื้นซึ่งสอดคล้องกับกำลังผลิตที่มีเพิ่ม
  • SFT จัดเป็นหุ้น Defensive ที่กำไรอยู่ในทิศทางขาขึ้น (มีความสัมพันธ์สูงกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น) ซึ่งเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายปี 65 ไว้ที่หุ้นละ 6.30-6.80 บาท (อิงกรอบ PER กลุ่ม Packaging 5 ปีย้อนหลังที่ 23-25x) พบยังมี Upside น่าสนใจ 18-27% และคาดให้ Yield ปีนี้ 1.7% จึงแนะนำ “ซื้อ” เทคนิคมีแนวรับ 5.20 และ 5.00 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ต้นทุน PVC, PET ที่สูงขึ้น รวมทั้งค่าเงินบาทอ่อนจะกดดันศักยภาพทำกำไร
20/04/2021 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • เราได้ visit TNP ครั้งที่ 4 เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่เริ่มส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทบ้างหรือไม่ รวมทั้งอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐต่างๆ ที่ออกมาส่งผลดีต่อบริษัทมากน้อยแค่ไหน

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณพิทยา จิตมาเส ผอ. ฝ่ายบัญชีและการเงิน TNP พบว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ TNP แต่อย่างใด เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่คือ 30 แห่ง อยู่ใน จ. เชียงราย และ 1 สาขาในจ. พะเยา ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ขณะที่อีก 2 สาขาในจ. เชียงใหม่ซึ่งอยู่ในพื้นที่สีแดงยังเปิดให้บริการได้ตามปกติเช่นกัน โดยปัจจุบันทุกสาขาของบริษัทยังเปิดให้บริการเวลาเดิม คือ 07.00-21.00 น. ส่วนมาตรการกระตุ้นการบริโภค อาทิ เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, คนละครึ่ง และเราชนะ ช่วยกระตุ้นบรรยากาศจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักได้ดี อีกทั้งปี 64 บริษัทยังคงเป้าขยายสาขา 5 แห่ง จากสิ้นปี 63 ที่มีสาขา 32 แห่ง

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราคาด 1Q64 TNP จะสร้างสถิติกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 45 ลบ. เติบโตเด่น 41%YoY แรงหนุนจาก 1) ยอดขายรวมที่คาดโต 15%YoY หลักๆ จากยอดขายสาขาเดิมที่คาดโต 6-7%YoY หลังลูกค้ามีกำลังซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐให้เงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท (ม.ค.-มี.ค. 64) อีกทั้งยังได้อานิสงส์ทางตรงจากมาตรการเราชนะและทางอ้อมจากมาตรการคนละครึ่ง และ 2) อัตรากำไรขั้นต้นคาดดีขึ้นเป็น 16.5% จาก 15.9% ใน 1Q63 จากการมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าที่สูงขึ้นและเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีจำนวนสาขาเพิ่ม
  • ศักยภาพการเติบโตมีแนวโน้มดีเกินคาด หลังบริษัทคุมค่าใช้จ่ายได้ดีและเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีสาขาเพิ่มขึ้น เพื่อสะท้อนผลบวกดังกล่าวเราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 64 เฉลี่ยปีละ 5% โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 64 TNP จะมีกำไรสุทธิ 168 ลบ. เติบโต 26%YoY และเติบโตต่ออย่างน้อยปีละ 16% ในปี 65-67 จากกำลังซื้อที่ดีขึ้นและการขยายสาขาต่อปีละ 4-5 แห่ง
  • เรามีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อ TNP ซึ่งแม้เป็นหุ้นค้าปลีกขนาดเล็ก แต่มีศักยภาพเติบโตของกำไรและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง (Net Cash 34 ลบ.) ส่วน Valuation นับว่ายังไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขาย PER 21F และ 22F ที่ 28.5x และ 24.6x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 35.5x และ 29.1x ตามลำดับ ทั้งนี้เราได้ปรับไปใช้กรอบราคาเป้าหมายปี 65 ที่หุ้นละ 6.80-7.30 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 5 ปีของ TNP ที่ 28-30x) พบว่ายังมี Upside 13-21% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด
02/04/2021 CBG ก่อนไปคิดอะไร
  • เรามีความกังวลต่อสถานการณ์ในเมียนมาที่อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและประมาณการในปีนี้ รวมทั้งภาพรวมการบริโภคใน 1Q64

หลังไปได้อะไร

  • เราเริ่มมีมุมมองเป็นกังวลต่อสถานการณ์ในเมียนมา ที่ยังไม่สามารถคาดเดาถึงผลกระทบที่ชัดเจน รวมถึงระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบ โดยเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา CBG พบกับข้อจำกัดในการโอนเงินเนื่องจากสถาบันการเงินปิดทำการ การติดต่อตัดสัญญาณ internet และการขนส่งในวงกว้าง โดยสถานการณ์บางส่วนเริ่มคลี่คลายในเดือนมีนาคม
  • เบื้องต้น CBG ยังไม่มีการปรับเป้าของปีนี้ที่คาดการเติบโตของรายได้ที่ 15-20% และเริ่ม Focus ที่ตลาดจีน เน้นการฟื้นบริโภคหลัง COVID-19 และ Product ใหม่ในประเทศคือ Woody C-lock และสินค้าใหม่ประมาณ 2-3 ชนิดไม่รวมกลุ่มเหล้าและกัญชงที่รอทาง อย. อนุมัติ

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • ในปี 2563 รายได้จากเมียนมามีสัดส่วนประมาณ 10% ของรายได้รวมและมีสัดส่วน 25% ของรายได้จาก CLMV โดยรายได้ทำ Record High ใน 4Q63
  • เราได้ทำ Sensitivity Study ของรายได้ในต่างประเทศ โดยให้รายได้จากจีนในปีนี้ฟื้นตัวและใกล้เคียงกับปี 2562 ให้รายได้จากกัมพูชาอ่อนตัวลง 10% และลดรายได้จากเมียนมาในปีนี้ลง 25%,50% และ 75% ตามลำดับ เราพบว่าระดับกำรสุทธิจะลดลงมจากประมาณการณ์ปัจจุบัน 11%, 13% และ 15% ตามลำดับ ซึ่งรายได้ของเมียนมา หากลดลง 50% ในปีนี้จะทำให้แนวโน้มกำรสุทธิปี 2564 ทรงตัวไม่เติบโต YoY
  • สำหรับทิศทางผลประกอบการ 1Q64 เบื้องต้นเราคาดจะอ่อนตัว QoQ และทรงตัว YoY ด้วยผลกระทบของต่างประเทศและการบริโภคภายในประเทศฟื้นตัวช้า น้ำหนักของผลประกอบการคาดว่า 2H64 จะดีกว่า 1H64 จาก 1) คาดหวังผลตอบรับที่ดีของสินค้าใหม่โดยเฉพาะจากกัญชงที่เราคาดจะเปิดตัวได้ใน 3Q64 2) Gross Margin ที่ดีขึ้นจากการ Full Operation ของ APM ซึ่งมองว่าจะชดเชยกับส่วนของต้นทุนอะลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้นได้ 3) Sponsorship ใน UK ที่หมดภาระลง
  • ราคาเป้าหมายเฉลี่ย ที่ 152 บาท/หุ้น หากเราอิง PER ที่ 35 เท่า ราคาเป้าหมายของปีนี้บน Worst Case Scenario จะเท่ากับ 120 บาท/หุ้น และเป้าหมายี 2565 บนการฟื้นตัวเต็มที่จะเท่ากับ 163 บาท/หุ้น ซึ่งเรามองเป็นกรอบการลงทุนในรอบนี้ โดยเรารวมประมาณการเติบโตยอดขายของสินค้าใหม่ไว้แล้ว เว้นแต่กลุ่มกัญชงที่รอดูช่วงเวลาการออกสินค้า ดังนั้นแนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว
16/03/2021 SISB ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบเป้าหมายการเติบโตและปัจจัยที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทในปีนี้และระยะยาว

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณศุภกร อุณหไพบูลย์ นักลงทุนสัมพันธ์ของ SISB ซึ่งประกอบธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในหลักสูตรสิงคโปร์ ปัจจุบันมีโรงเรียนในเครือที่เปิดแล้ว 4 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 1 แห่ง พบว่า ปี 64 บริษัทตั้งเป้ารายได้แตะ 1.3 พันลบ. พลิกโต 20-25%YoY แรงหนุนจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาตั้งแต่ ม.ค. 64 ราว 5%YoY, การมีสัดส่วนจำนวนเด็กชั้นประถมและมัธยมเพิ่มขึ้น รวมทั้งคาดมี นร. เพิ่มปีนี้อีก 200 คน ซึ่งจะทำให้สิ้นปีนี้มี นร. รวม 2.8 พันคน
  • ปี 64-65 ตั้งเป้างบลงทุนปีละ 400 ลบ. หลักๆ สำหรับ 1) สาขาธนบุรีที่จะขยายเฟส 2 เพื่อรองรับ นร. เพิ่มได้อีก 600 คน และจะเปิด ส.ค. 64 และ 2) เปิดสาขาใหม่บน แจ้งวัฒนะ จ. นนทบุรี (8 ไร่) ซึ่งเฟส 1 คาดเปิด ส.ค. 65 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบและคาดก่อสร้างได้ในกลางปีนี้ ทั้งนี้มองกรุงเทพฝั่งตะวันตกมีศักยภาพเติบโตดี คู่แข่งน้อย และจะไม่เกิดปัญหา Cannibalization

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราคาด SISB ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยปี 64 กำไรจะพลิกโตเด่น 66%YoY สู่ระดับ 265 ลบ. จากรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมการศึกษาที่เพิ่มขึ้นหลังมีแผนปรับขึ้นค่าเทอมปีนี้ 2 ครั้งๆ ละ 5% ในเดือน ม.ค. และ ส.ค. และมีสัดส่วนจำนวน นร. ชั้นโตที่เพิ่มขึ้น (ค่าเทอมสูงกว่าชั้นเด็กเล็ก) อีกทั้งคาดมี นร. ใหม่เพิ่ม 185 คน (รวมสาขาใหม่แจ้งวัฒนะที่เตรียมทำ prep course ก่อนเปิดจริงปีหน้า) อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นคาดสูงขึ้นหลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมี นร. เพิ่ม โดยเฉพาะชั้นเด็กโต
  • แม้การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังเป็นความเสี่ยง แต่มองผลกระทบเริ่มจำกัด หลังไทยคุมสถานการณ์ได้เร็วและทุกฝ่ายต่างให้ความร่วมมือกัน สะท้อนได้จาก ม.ค. 64 SISB ปิดสอนราว 3 สัปดาห์ ซึ่งคาดกระทบรายได้ค่าอาหารและค่ากิจกรรมซึ่งคิดเป็น 1-2% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น ไม่ได้กระทบรายได้หลักอย่างค่าเทอมเพราะใช้ระบบสอนออนไลน์ซึ่งทุกฝ่ายผ่านการปรับตัวไปในการระบาดเฟสแรกแล้ว ทำให้เฟสสอง SISB ไม่ได้มีแผนให้ส่วนลดและตึงค่าเทอมเหมือนที่ทำปีก่อน
  • SISB เป็นหุ้น Growth ที่น่าสนใจ หลังมองมีผู้ปกครองส่วนนึงพร้อมลงทุนด้านการศึกษาให้บุตรหลานซึ่งมีจำนวนน้อยคนลง บวกกับ หลักสูตรสิงคโปร์จัดเป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่ดี เพราะวิชาการเข้มข้นและได้สามภาษา (อังกฤษ จีน ไทย) จึงคาดจำนวน นร. มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้ปี 64-66 SISB มีกำไรโตเฉลี่ยปีละ 40% ทั้งนี้เราประเมินกรอบราคาเป้าหมายไว้ที่ 12-14 บาท (อิง PER 35-40x ใกล้เคียงกำไร 3 ปีที่มี CAGR 40% หรือคิดเป็น PEG 1 เท่า) พบว่า ยังมี Upside เกิน 20% จึงแนะนำ ซื้อ โดยทางเทคนิคมีแนวรับ 9.50/9.25 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ศก. ซบเซากระทบกำลังซื้อของผู้ปกครอง, การแข่งขันในธุรกิจ รร. นานาชาติ
05/03/2021 IP ก่อนไปคิดอะไร
  • หลังจากผลประกอบการในปี 2563 ที่มีอัตราการเติบโตสูง ในปี 2564 มีเป้าหมายการเติบโตอย่างไรและจะมีกลยุทธ์กรเติบโตอย่างไรหลังเข้าซื้อกิจการ

หลังไปได้อะไร

  • ผู้บริหาร IP ยังคงคาดการณ์ปี 2564-2568 บริษัทตั้งเป้ามีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 25% จากการออกสินค้าใหม่และยอดขายจากดีล M&A ก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นบริษัทจะเน้นการทำผลิตภัณฑ์สุขภาพครบวงจรตั้งแต่ยาสามัญ อาหารเสริม Functional drink นวัตกรรม และเสริมความงาม
  • ในปี 2564 บริษัทจะเน้นการเติบโตจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรมากขึ้นและจะเริ่มเห็นการออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อ Modern Pharma และรับจ้างผลิตยาสามัญจากโรงงานที่ทำสัญญาไปช่วงต้นปี นอกจากนั้นจะออกสินค้าประเภท Functional drink กับ TU โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 70%-80% YoY และอัตราการทำกำไรสุทธิที่ 16%-18%
  • บริษัทจะเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงานผลิตยาที่เพิ่งไป M&A มา 2 กิจการ โดยยาของ Modern Pharma จะมีการปรับปรุงแบรนด์เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเต็มกำลังการผลิต ในส่วนของ Teva นั้นจะเป็นการรับจ้างผลิตนั้นจะเน้นตลาดต่างประเทศเช่นกันแต่ด้วยอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 20% อาจจะมีบางส่วนของสินค้าขายดีมาผลิตที่โรงงานนี้ ซึ่งรายได้หลังจากควบความกิจการแล้วรายได้จากการ M&A นั้นจะช่วยเพิ่มรายได้ของบริษัทราว 55-60% ในปี 2564 และยังมีศักยภาพในการเพิ่มกำลังการผลิต

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรามองว่าราคาหุ้นของ IP นั้นได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 91% ตั้งแต่ต้นปีบ่งชี้ว่าราคาได้สะท้อนปัจจัยบวกของบริษัทไประดับหนึ่งแล้วไม่ว่าจะเป็น M&A หรือการทำสินค้าจากกัญชง รวมถึงแนวโน้มการเติบโตที่อยู่ในระดับสูง โดยปัจจุบันราคาหุ้นเทรดอยู่ที่ P/E 50 เท่าซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบริษัทที่ใกล้เคียงกันทั่วโลกที่ 27-30 เท่า
  • หากเราพิจารณาจากการเติบโตจากกรอบของผู้บริหาร EPS จะอยู่ที่กรอบล่างที่ 55 บาทและกรอบบนอยู่ที่ 0.70 บาท หากเราให้ P/E ที่ 40 เท่า ราคาเป้าหมายจะอยู่ที่ 22-28 บาท ซึ่งสะท้อนภาพว่าราคาของ IP เต็มมูลค่าในระยะสั้นไปแล้ว เราจึงแนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว
  • เรามองว่าการเคลื่อนไหวของราคา IP นั้นจะเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน การปรับตัวแรงตาม Growth story อย่างก่อนหน้านี้มีอยู่ค่อนข้างจำกัดเพระตลาดได้รับรู้ไประดับหนึ่งแล้วและราคาขึ้นมารอแล้ว นอกจากนั้นแนวโน้มการทำ M&A อาจจะไม่ได้เห็นในปี 2564-2565
03/03/2021 NER ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบเป้าหมายการเติบโตและปัจจัยที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทในปีนี้และระยะยาว

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ CEO ของ NER พบว่า ปี 64 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 2.2 หมื่นลบ. เติบโต 30-35%YoY หลังราคายางพารามีทิศทางปรับขึ้น ขณะเดียวกันดีมานต์ยางพาราในตลาดโลกคาดจะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งบริษัทยังมีแผนขยายตลาดส่งออกทั้งตลาดเดิมอย่างจีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเข้าสู่ตลาดใหม่อย่างอินเดียซึ่งมีศักยภาพเติบโตอีกมาก เพราะมีประชากรหนาแน่นกว่า 1.4 พันล้านคนและมีอัตราการบริโภครถยนต์เกือบใกล้เคียงกับจีน
  • ปีนี้ตั้งเป้างบลงทุนราว 400 ลบ. สำหรับเพิ่มกำลังผลิตแผ่นปูนอนวัวและสินค้าสำเร็จรูปอื่นๆ (คาดเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ปี 65) รวมทั้งสั่งซื้อเตาอบยางพาราอีก 1 ชุดใน 4Q64 ซึ่งคาดเพิ่มกำลังผลิตปีละ 5 หมื่นตัน หนุนปี 65 มีกำลังผลิตรวมเพิ่มเป็นปีละ 5.1 แสนตัน จากปัจจุบัน 4.6 แสนตัน
  • ระยะยาวบริษัทมีแผนเพิ่มศักยภาพทำกำไรและกระจายความเสี่ยง ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจเน้นผลิตและเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น อาทิ แผ่นปูนอนวัว ซึ่งจะมีอัตรากำไรสุทธิ (15-25%) ดีกว่าธุรกิจขายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม ซึ่งมีมาร์จิ้นเพียง 4-7%

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรามีมุมมองบวกต่อ NER หลังคาดบริษัทจะสร้างกำไรนิวไฮต่อเนื่อง โดยปัจจัยหนุนจากกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 3Q63 ราว 55% สู่ระดับ 4.6 แสนตัน คาดพอรองรับปริมาณการขายยางพาราที่จะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของลูกค้ากลุ่มยานยนต์ โดยเฉพาะจีนได้ (บริษัทคาดปีนี้ปริมาณการขายจะอยู่ที่ 1 แสนตัน +14%YoY) เมื่อบวกกับ ราคายางที่ยังทรงตัวระดับสูง จึงคาดปี 64 NER จะมีกำไรปกติ 1,131 ลบ. ยังโตเด่น 32% จากปี 63 ที่เติบโตแล้ว 109%YoY ทั้งนี้แม้ 1H64 คาดกำไรจะอ่อนตัวจาก 2H63 หลังพ้น High Season แต่คาดยังเติบโตสูง YoY จากรับรู้ปริมาณขายที่สูงขึ้นสู่ระดับ 9.3 หมื่นตัน (+45%YoY) หลังมีกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นสามารถรองรับดีมานต์ดังกล่าวได้
  • มี Upside Risk ทีต้องติดตาม คือ 1) มีแผนขายหุ้นแบบ PP ให้คู่ค้าเพื่อขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ยั่งยืนมากขึ้น โดยมติเดิมขอ General mandate ไว้ 161.5 ล้านหุ้น (10% ของหุ้นชำระแล้ว) ซึ่งแม้ระยะสั้นจะเกิด Share Dilution Effect 10% แต่คาดจะเพิ่มโอกาสเติบโตของกำไรในระยะยาว และ 2) มีแผนลงทุนในธุรกิจใหม่ อาทิ โรงไฟฟ้าชีวมวล 4.3MW ซึ่งเตรียมเข้าประมูล มี.ค. นี้ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างศึกษาแผนนำเข้าเมล็ดและปลูกกัญชง ซึ่งยังไม่รวมในประมาณการ
  • เรามอง NER เป็นหุ้น Growth Stock ที่น่าสนใจ โดยประเมินกรอบราคาเป้าหมาย 5.60-7.00 บาท (อิง PER 8-10x ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยธุรกิจยาง) ทั้งนี้กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวในบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 5.25/5.15 ซึ่งจะมี Upside กว้างมากกว่าราคาปัจจุบันและมีความปลอดภัยกว่า
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ความผันผวนของราคายางพารา, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบาทแข็งค่า
03/03/2021 PTG ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบเป้าหมายการเติบโตและปัจจัยที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทในปีนี้และระยะยาว หลังจากที่ปี 2563 เป็นปีที่ดีและฐานสูงสำหรับบริษัท

หลังไปได้อะไร

  • ปี 2564 ยังคงมีแผนที่จะขยายพื้นที่สถานีน้ำมันอีก 100 แห่ง และมองว่าปริมาณการใช้น้ำมันและแก๊ส LPG จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว เราประเมินว่าธุรกิจจะมีการเติบโตของปริมาณขายน้ำมัน 10% YoY ส่วนปริมาณการขาย LPG จะเพิ่มขึ้น 15% YoY
  • กลยุทธ์หลักในการเติบโตของบริษัทเป็นการลงทุนในธุรกิจ Non-oil มากขึ้น โดยขยายร้านกาแฟพันธุ์ไทยอีก 50 สาขา และธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs อีก 20 สาขาและร้านสะดวกซื้อ Max Mart อีก 50 สาขา ซึ่งคาดจะช่วยให้ศักยภาพทำกำไรดีขึ้นเพราะอัตรากำไรขั้นต้นของร้านกาแฟอยู่ที่ 65-70% ธุรกิจซ่อมบำรุง 30-35% และร้านสะดวกซื้อ 20% นอกจากนั้นบริษัทจะขยายธุรกิจแก๊ส LPG ครัวเรือนให้มีสัดส่วน 40-50% ของปริมาณจำหน่ายแก๊ส LPG ทั้งหมด
  • บริษัทตั้งงบลงทุนปีนี้ 0-4.5 พันลบ. แบ่งเป็น 1) ขยายและปรับปรุงสถานีน้ำมันและ LPG 100-150 แห่ง ราว 3.0-3.5 พันลบ. 2) ธุรกิจ Non-oil 500 ลบ. และ 3) ธุรกิจใหม่ 500 ลบ. โดยจะเป็นพลังงานสะอาด อาทิ โรงไฟฟ้าขยะ โซล่าร์รูฟท๊อป และ Wellness ที่เน้นไปธุรกิจกัญชงและกัญชา

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรามอง PTG เป็นหุ้นที่มีการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและกำลังจะกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจ Non-oil มากขึ้นซึ่งมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าและอัตราทำกำไรที่เพิ่มขึ้น แม้ปี 2563 กำไรจะเติบโตแล้วราว 22%YoY แต่ปี 2021 เรามองว่าอัตราการเติบโตยังจะเพิ่มขึ้นด้วยการประเมินแบบ Conservative ที่ราว 5% YoY โดยมีแนวโน้มที่ดีจากธุรกิจ Non-oil ที่จะเป็นตัวเร่งสำคัญ ขณะที่ธุรกิจใหม่อาจจะต้องเป็นภาพระยะยาว ส่วนธุรกิจชาร์จ EV จะเริ่มในปีนี้
  • ภาพธุรกิจไม่ได้เป็น s-curve แต่เป็นการเติบโตตาม volume และตามจำนวนสาขา อย่างไรก็ดี การประเมินมูลค่าของ PTG มีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับกลยุทธ์การเติบโตใน Non-oil และเมื่อเทียบกับ PER ของบริษัทที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันของไทยจะอยู่ที่ 22 เท่า ต่างประเทศอยู่ที่ 24 เท่า และค่าเฉลี่ย PER อยู่ที่ 23 เท่า ดังนั้นเราจึงประเมินราคาเป้าหมายอยู่ในกรอบ 23-25 บาท อิง (PER กรอบล่างที่ 20-22 เท่า) มี Upside 11-22% กลยุทธ์การลงทุน จึงแนะนำ ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวเพื่อแต้มต่อในการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ความผันผวนของราคาน้ำมัน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ
01/03/2021 CBG ก่อนไปคิดอะไร
  • การเข้าร่วมประชุมผลประกอบการปี 2563 และ Business Plan ปี 2564 ของ CBG เป็นครั้งที่ 3 เพื่อรับทราบผลกระทบของปีที่ผ่านมา รวมทั้งเป้าการเติบโตและการออกสินค้าใหม่ในปีนี้

หลังไปได้อะไร

  • CBG ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปี 2564 ที่ 15-20% (Toned Down ลงเล็กน้อยจากปลายปีก่อนมองที่ไม่น้อยกว่า 20%) โดย key driver หลักคือประเทศจีน หลังจากที่ติดลบในปี 2563 รวมทั้งตั้งเป้า Woody C-lock ยอดขาย 100 ล้านขวดในปี 2564 และออกสินค้าใหม่ประมาณ 2-3 ชนิดไม่รวมกลุ่มเหล้าและกัญชง
  • CBG เปิดเผยว่ามีความพร้อมออกสินค้าใหม่ที่มีส่วนผสมจากกัญชงโดยมีการศึกษาในหลายรูปแบบ ทั้งน้ำสมุนไพรและเครื่องดื่มผสมเพื่อผ่อนคลาย อย่างไรก็ตามต้องรอทาง อย. อนุมัติ และต้องหา Supply จากแหล่งที่ทำเพื่อการพาณิชย์

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรายังคงมุมมองที่คาดว่า CBG จะสามารถทำกำไรสุทธิ New High ได้ในปีนี้ อย่างไรก็ตามเรามีการปรับประมาณการรายได้ในปีนี้ลงเนื่องจากคาดว่าใน 1H64 ทิศทางการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวช้าแม้จะมีการออกสินค้าใหม่ Woody C Lock ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ประกอบการกับตลาดต่างประเทศ โดยฉพาะเมียนมาร์ที่ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ โดยเราคาดรายได้ปีนี้ที่ 20,215 (+17 YoY) ลดลงจากประมาณการเดิม 7% และกำไรสุทธิแม้ลดลงจากประมาณการเดิม 2% ยังคงทำ Record High ที่ 4,050 ล้านบาท(+15% YoY)
  • เราคาดน้ำหนักของผลประกอบการคาดว่า 2H21 จะดีกว่า 1H21 จาก 1) คาดหวังผลตอบรับที่ดีของสินค้าใหม่โดยเฉพาะจากกัญชงที่เราคาดจะเปิดตัวได้ใน 3Q64 2) Gross Margin ที่ดีขึ้นจากการ Full Operation ของ APM ซึ่งมองว่าจะชดเชยกับส่วนของต้นทุนอะลูมิเนียมที่เพิ่มขึ้นได้ 3) Sponsorship ใน UK ที่หมดภาระลง 4) การฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ CLMV
  • ประเด็นที่ต้องจับตาเพิ่มคือภาษีน้ำตาลที่จะปรับในเดือน ต.ค. นี้ซึ่งเราคาดว่า CBG จะมีการปรับสูตรเพื่อลดค่าใช้จ่ายหรือในกรณีที่ดีที่สุดคือสามารถลดต้นทุนได้
  • ปัจจุบันราคาเป้าหมายเฉลี่ย ที่ 152 บาทฝหุ้น เราประเมินกรอบราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 163 บาท/หุ้น (อิง PER ที่ 35x) โดยประมาณการเราตั้งเป้าการเติบโตยอดขายของสินค้าใหม่ไว้แล้ว เว้นแต่กลุ่มกัญชงที่อาจได้รับผลตอบรับดีกว่าคาด ซึ่งเราจะเห็น Momentum ใน 2H64 ดังนั้นเราให้ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวในช่วงนี้และถือลงทุนได้ตั้งแต่ 2H64 หลังจากความผันผวนของงบจบลง
23/02/2021 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • เราได้ visit TNP ครั้งที่ 3 หลัง 4Q63 กำไรดีเกินคาด จากยอดขายสาขาเดิมดีกว่าคาดและยังคุมค่าใช้จ่ายได้ดีเหนือคาด จึงอยากทราบว่าปัจจัยบวกดังกล่าวยังส่งต่อเนื่องมาปีนี้มากน้อยแค่ไหน

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณพิทยา จิตมาเส ผอ. ฝ่ายบัญชีและการเงิน TNP พบว่า ตั้งแต่ ม.ค. 64 ถึงปัจจุบัน ยอดขายสาขาเดิมยังเติบโตดี หลังรัฐขยายเวลาเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนๆ ละ 500 บาท (ม.ค.-มี.ค. 64) ขณะเดียวกันบริษัทยังมีนโยบายบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดและคาดเกิดผลประหยัดต่อขนาดดีขึ้นจากมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น (ปี 64 เปิดสาขาใหม่อีก 5 แห่ง โดยช่วง 1Q-3Q64 จะเปิด 1 สาขา/ไตรมาส ส่วน 4Q64 เปิด 2 สาขา หนุนให้สิ้นปีนี้มีสาขารวม 37 แห่ง) จึงทำให้ปี 2564 คงเป้ามียอดขายรวมเติบโต 10-15%YoY และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นหลังพยายามจัดหาสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงเข้ามาขายต่อเนื่อง (โดย 4 ปีทึ่ผ่านมา GP เพิ่มปีละ 0.9%)

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • 4Q63 TNP มีกำไรสุทธิ 44 ลบ. ดีเกินคาด เติบโตเด่น 36%YoY และ 47%QoQ ปัจจัยหนุนเกิดจาก 1) ยอดขายรวมโต 17.5%YoY หลักๆ จากยอดขายสาขาเดิมที่โต 5.7%YoY ดีกว่าคาด หลังมีการซื้อสินค้าเพิ่มจากลูกค้าที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งได้เงินเพิ่มเดือนละ 500 บาท (ต.ค.-ธ.ค. 63) และจากลูกค้าโชห่วยซึ่งได้อานิสงส์จากมาตรการคนละครึ่ง และ 2) อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 16.6% จาก 16.4% ใน 4Q62 จากมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและเกิดผลประหยัดต่อขนาด อีกทั้งยังคุมค่าใช้จ่ายดีทำให้มี SG&A/Sales ที่ลดลงจาก 9.5% ใน 4Q62 เหลือ 8.4% หนุนให้ 4Q63 มีอัตรากำไรสุทธิทำนิวไฮที่ 7.2% และทั้งปี 2563 มีกำไรสุทธิ 134 ลบ. เติบโตเด่นถึง 51%YoY
  • เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 64 เฉลี่ยปีละ 11% เพื่อสะท้อนการคุมค่าใช้จ่ายที่ดีเกินคาด และอานิสงส์จากมาตรการเราชนะทั้งทางตรง คือ การเข้ามาซื้อสินค้าของประชาชนหลัง TNP เป็นร้านค้าธงฟ้าที่ใช้สิทธิได้โดยตรง และ ทางอ้อม คือ การซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าอื่นและร้านคนละครึ่งที่ประชาชนไปใช้สิทธิได้ โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2564 TNP จะมีกำไรสุทธิ 162 ลบ. เติบโต 21%YoY โดย 1Q64 คาดยอดขายสาขาเดิมและกำไรยังเติบโตดี YoY จากผลบวกทั้งการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่ ม.ค.และการเริ่มโอนเงินให้แก่ผู้มีสิทธิเราชนะตั้งแต่ ก.พ.
  • เรายังชอบ TNP เพราะเป็นหุ้นค้าปลีกที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง Valuation ไม่แพง และราคาหุ้นยัง Laggard โดยปัจจุบันซื้อขาย PER 21F ที่ 19.9x จากค่าเฉลี่ยกลุ่ม 28.2x ซึ่งมองยังไม่ได้สะท้อนถึงกำไรที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น ทั้งนี้เราประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 64 อยู่ที่หุ้นละ 4.70-30 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 3 ปีที่ 23-26x) ยังมี Upside น่าสนใจ 16-31% อีกทั้งยังมีเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลจากกำไร 2H63 หุ้นละ 0.04 บาท (XD 11 มี.ค.) จึงคงแนะนำ” ซื้อ”
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด
18/02/2021 TWPC ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบเป้าหมายการเติบโตและปัจจัยที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทในปีนี้และระยะยาว

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณรตินันทน์ วงศ์วัชรานนท์ นักลงทุนสัมพันธ์ของ TWPC ซึ่งดำเนินธุรกิจหลักผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม HVA (กลูโคส, สาคู, แป้งโมดิไฟด์) และสินค้าอาหาร (วุ้นเส้น, ก๋วยเตี๋ยว) พบว่า ปี 64 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมโตเกิน 10%YoY และ Gross Margin เพิ่มเป็น 18-20% (ปีก่อน 16%) จากการฟื้นตัวของดีมานต์แป้งมันในตลาดเดิม (จีน ไต้หวัน ไทย) และการขยายตลาดใหม่ในอินโดนีเซีย ควบคู่ไปกับผลผลิตมันสำปะหลังในไทยปีนี้ที่จะเพิ่ม 12%YoY สู่ 28.3 ล้านตัน อีกทั้งราคาแป้งมันอยู่ในทิศทางขาขึ้นตั้งแต่ พ.ย. 63
  • ปีนี้ตั้งเป้างบลงทุนราว 350 ลบ. สำหรับบำรุงรักษาเครื่องจักรและโรงงาน ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและขยายกำลังผลิต แหล่งเงินทุนหลักจะมาจาก CFO ที่ทำได้ปีละ 400 ลบ. นอกจากนี้ระยะยาวยังมีแผนเพิ่มมาร์จิ้นสูงด้วยการออกสินค้าใหม่ “ไบโอพลาสติก” คาดเริ่มจำหน่าย พ.ย. 64 ซึ่งมีมาร์จิ้นดีราว 20% พร้อมเน้นเพิ่มสัดส่วนยอดขาย HVA ซึ่งมีมาร์จิ้นดีกว่าแป้งมันราว 5-10%

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราคาด 4Q63 TWPC จะมีกำไรปกติ 5 ลบ. ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้เฉลี่ย 90 ลบ. เหตุผลจากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ทำให้ต้องเลื่อนส่งออเดอร์แป้งมันไปตลาดจีน 400-500 ลบ. อีกทั้งความต้องการมันเส้นที่เพิ่มขึ้นปลายปีก่อนยังทำให้ต้นทุนวัตถุดิบหัวมันสูงขึ้น แต่การขึ้นราคาขายแป้งมันของบริษัทมี time lag 1-2 เดือน จึงกดดันศักยภาพทำกำไร ทำให้ปี 63 คาดมีผลขาดทุนปกติ 6 ลบ. และหากรวมรายการพิเศษคาดมีกำไรสุทธิ 34 ลบ. ต่ำกว่าตลาดคาดไว้ที่ราว 130 ลบ.
  • คาดผ่านจุดเลวร้ายสุดแล้วและในปี 64 ตลาดจะกลับมาสนใจในฐานะหุ้น Turnaround ซึ่งคาดจะพลิกมีกำไร 270 ลบ. หลังดีมานต์แป้งมันทั้งตลาดไทยและตลาดส่งออกฟื้นตัว อีกทั้งราคาขายแป้งยังมีแนวโน้มดีขึ้น สะท้อนได้จาก ธ.ค. 63 ราคาแป้งมันส่งออกอยู่ที่ 468 US$/Ton สูงสุดในรอบ 2 ปี ส่งผลให้คาดอัตรากำไรขั้นต้นจะฟื้นตัวดีขึ้นมาก โดยเฉพาะ 1Q64 คาดจะเป็นพีคของกำไรปีนี้ เพราะจะรับรู้ทั้งออเดอร์แป้งมันจีนที่เลื่อนส่งมอบมาและออเดอร์ใหม่ๆ (ม.ค. รายได้โตเกิน 50%)
  • เรามอง TWPC เป็นหุ้น Turnaround ที่น่าสนใจ โดยประเมินกรอบราคาเป้าหมาย 4.30-5.00 บาท (อิง PER 14-16x ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเกษตร) พบมี Upside 5-22% ซึ่งกลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อหลังประกาศงบ 4Q63 ในกรอบแนวรับ 3.50-3.80 ซึ่งจะทำให้มี Upside ที่เปิดกว้างมากกว่าราคาปัจจุบันที่อาจยังไม่ได้สะท้อนงบ 4Q63 ที่มีโอกาสแย่กว่าตลาดคาด
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ความผันผวนของปริมาณผลผลิตและราคาหัวมันสำปะหลังสด
03/02/2021 IIG ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบถึงแนวโน้มผลประกอบการ 4Q63 ภายหลังจากที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นกว่า 3% YTD รวมถึงความคืบหน้าของธุรกิจใหม่ (iiG Data) และแนวโน้มผลประกอบการปี 2564-2565

หลังไปได้อะไร

  • เราคาดการณ์กำไรของบริษัทใน 4Q63F จะอยู่ที่ 23 ล้านบาท เติบโต 44% QoQ ลดลง 8% YoY เนื่องจากฐานกำไรปีที่แล้วค่อนข้างสูง โดยเราคาดการณ์รายได้อยู่ที่ 167 ล้านบาท เติบโต6% QoQ และ 16.0% YoY โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการรับรู้รายได้ของโครงการที่มีอยู่ในมืออย่างต่อเนื่อง โดยถ้ากำไร 4Q63F ออกมาอย่างที่เราคาดจะทำให้ภาพรวมกำไรปี 2564 อยู่ที่ 60 ล้านบาท เติบโต 25% YoY เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ โดยงบจะประกาศวันที่ 24 กพ.
  • สำหรับแนวโน้มรายได้ปี 2564 ผู้บริหารยังตั้งเป้าไว้ที่ 700 ล้านบาทเติบโต 27% YoY โดยอัตรากำไรสุทธิคาดหวังไว้ที่ระดับ 12% ซึ่งคิดเป็นกำไรจะอยู่ที่ 85 ล้านบาทเติบโต7% YoY โดยเบื้องต้นถ้าบริษัทไม่ได้งานเพิ่มเลยจนถึงสิ้นปี 2564 รายได้จะอยู่ที่ 450 ล้านบาท (64% ของเป้าหมายรายได้) ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงทำให้เรามองว่าเป้าหมายรายได้น่าจะสามารถทำได้ โดยเป้าหมายรายได้ยังไม่ได้รวมถึงโอกาสในการทำ M&A ของบริษัท
  • สำหรับธุรกิจใหม่ (iiG Data) ผู้บริหารคาดหวังรายได้ในส่วนนี้ที่ 20 ล้านบาทในปี 2564 โดยปัจจุบันได้ลูกค้ามาแล้ว 2 รายหรือคิดเป็นมูลค่างานที่ 10 ล้านบาท โดยข้อดีของธุรกิจนี้คือรายได้ที่เกิดขึ้นจะเป็น recurring income ทั้งหมด
  • ในปี 2565 ผู้บริหารยังคาดหวังการเติบโตของรายได้ไม่ต่ำกว่า 30% หรืออยู่ที่ 900 ล้านบาท โดยอัตรากำไรสุทธิคงไว้ที่ 12% หรือ กำไรที่ 109 ล้านบาท โดยเรามีการปรับกำไรปี 2565 ขึ้น 12% อยู่ที่ 109 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของทางบริษัท

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรามีการปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 27-33 บาท (จาก 21-25 บาท) อิง PE 25-30x ปี 2565 (จากปี 2564) เพื่อสะท้อนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบเต็มรูปแบบ ถึงแม้ว่าเรามีมุมมองเชิงบวกในระยะกลางถึงยาวต่อแนวโน้มธุรกิจบริษัทฯ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นเราแนะนำให้นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้ว Let profit run เพื่อลุ้นประเด็นเรื่องการทำ M&A ที่คาดว่าน่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ แต่สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นแนะนำให้รอจังหวะเข้าลงทุนใหม่อีกครั้งภายหลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างเยอะและได้สะท้อนภาพการเติบโตในปี 2564 ไปเรียบร้อยแล้ว
29/01/2021 STARK ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบเป้าหมายการเติบโตและปัจจัยที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทในปีนี้และระยะยาว

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณประกรณ์ เมฆจำเริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท STARK ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสายไฟฟ้าอันดับ 1 ในอาเซียน พบว่า ปี 64 ตั้งเป้ารายได้โต 15-20%YoY ส่วนระยะยาวคาดรายได้โตปีละ 12-15% และมี EBITDA Margin สูงเป็น 15-18% ด้วยกลยุทธ์การเพิ่มยอดขายสินค้ามีมาร์จิ้นสูงอย่าง Medium to Extra High Voltage Cables (MV-EHV) และนำต้นทุนผลิตที่ต่ำในเวียดนามมาใช้เพิ่มศักยภาพแข่งขัน รวมทั้งขยายตลาดเดิม (ไทย, เวียดนาม) และเพิ่มตลาดใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีแผนทยอยคืนเงินกู้เพื่อลดดอกเบี้ยจ่ายและคาดเริ่มจ่ายปันผลได้ในปี 66
  • ผ่านเฟสลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้ว โดยจากนี้ตั้งเป้างบลงทุนปีละ 300-500 ลบ. สำหรับบำรุงรักษาเครื่องจักรและโรงงานซึ่งมีในไทย 3 แห่ง (บางพลี ระยอง สมุทรสาคร) และเวียดนาม 1 แห่ง ซึ่งมีกำลังผลิตทองแดงและอลูมิเนียมรวม 1.31 และ 0.91 แสนตัน และมีอัตราใช้กำลังผลิตทองแดงและอลูมิเนียม 52% และ 50% ตามลำดับ ซึ่งคาดเพียงพอรองรับยอดขายที่เพิ่มในอีก 5 ปีข้างหน้า

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรามีมุมมองบวกต่อ STARK โดยปี 63 คาดมีกำไรสุทธิ 1,585 ลบ. เติบโตเด่น 1,179%YoY แต่หากไม่รวมรายการพิเศษ คาดมีกำไรปกติ 1,277 ลบ. เติบโต 750%YoY เพราะมีการรวมผลดำเนินงานของ TPC และ DVN ในเวียดนามหลังเข้าลงทุนเมื่อ 31 มี.ค. 63 อีกทั้งคาด PDITL ในไทยมีผลดำเนินงานดีขึ้นจากเน้นขายสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงและบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • มองเป็น Growth Stock โดยปี 64 คาดมีกำไรสุทธิ 1,761 ลบ. เติบโต 38%YoY จากการรับรู้ผลดำเนินงานเต็มปีของ TPC และ DVN บวกกับ ปีนี้คาดรายได้ในไทยและเวียดนามจะโตดีหลังได้รับผลกระทบโควิด-19 ลดลง ขยายตลาดใหม่ พร้อมเพิ่มสินค้ามีมาร์จิ้นสูงควบคู่กับบริหารต้นทุนดีขึ้น นอกจากนี้ระยะยาวอุปสงค์สายไฟและสายเคเบิลในไทยและเวียดนามยังมีศักยภาพเติบโตดีจากแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ และการลงทุนของเอกชน (EEC, EV, Power Plant, อสังหาฯ)
  • ราคาหุ้นมี Catalyst จากมีโอกาสเข้าคำนวณดัชนี SET50 ใน 2H64 หลังปัจจุบันมี Market Cap. 5.4 หมื่นลบ. และปีก่อนได้แก้ปัญหา Free Float จนมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ 20.8% ตามเกณฑ์ชั้นต่ำของ SET ที่ 20% แล้ว ขณะที่เราประเมินกรอบราคาเป้าหมาย 5.20-5.60 บาท (อิง PER 35-38x หรือคิดเป็น PEG 1 เท่า ซึ่งไม่ได้ aggressive เกินไปเมื่อเทียบกับกำไรที่จะเติบโตโดดเด่น) พบมี Upside 18-27% จึงแนะนำหาจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เทคนิคมีแนวรับ 4.28 และ 4.18
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ราคาทองแดงและอลูมิเนียมที่สูงขึ้น รวมทั้งบาทอ่อนจะกระทบต่อต้นทุนผลิต
13/01/2021 ZIGA ก่อนไปคิดอะไร
  • เราได้ visit ZIGA ครั้งที่ 2 เนื่องจากอยากทราบถึงแนวโน้มผลการดำเนินงาน 4Q63 และเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในปี 2564 รวมทั้งปัจจัยที่จะช่วยผลักดันการเติบโตในระยะถัดไป

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณศุภกิจ งามจิตรเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ZIGA พบว่า ปี 64 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ราว 20-30%YoY หลังเหล็กโครงสร้าง Pre-zinc (แบรนด์ ZIGA) และท่อเหล็กร้อยสายไฟ (แบรนด์ "DAIWA") ของบริษัทยังได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในการใช้ทดแทนท่อเหล็กดำทาสี เพราะมีต้นทุนถูกกว่า ใช้เวลาติดตั้งน้อยกว่า และมีเนื้อผิวที่สวยกว่า อีกทั้งคาดยังจะมีการเริ่มรับรู้ยอดขายสินค้าใหม่ อาทิ ท่อร้อยสายไฟ, สีทาเหล็กกัลป์วาไนซ์ เป็นต้น
  • งบลงทุนปีนี้ตั้งไว้ที่ราว 150 ลบ. แบ่งเป็น 1) ขยายกำลังผลิตเฟส 3 ทั้งเพิ่มพื้นที่และเพิ่มเครื่องจักรรวม 80 ลบ. ซึ่งจะทำให้มีกำลังผลิตจากปีก่อนที่ปีละ 1.1 แสนตัน เพิ่มเป็น 1.2 แสนตัน เพียงพอรองรับออเดอร์ที่คาดจะเพิ่มขึ้นหลังปีนี้วางแผนเพิ่มสาขา Outlet จากปีก่อนที่ 4 แห่ง เป็น 60 แห่ง และเป็น 120 สาขาในปี 65 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขายสินค้าให้มากขึ้น 2) รีโนเวทตึกใหม่ 30 ลบ. (เปิดใช้งาน ก.พ. นี้) 3) ค่าใช้จ่ายการตลาด 20 ลบ. และ 4) เงินทุนหมุนเวี่ยน 20 ลบ.

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • จากกระแสความนิยมเหล็กโครงสร้าง Pre-zinc (โดยเฉพาะแบบกลมซึ่งมีมาร์จิ้นสูง) ที่ดีต่อเนื่อง และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้คาด 4Q63 ZIGA มีกำไรสุทธิ 35 ลบ. เติบโตเด่น 1077%YoY และปี 63 คาดมีกำไรสุทธิ 114 ลบ. พลิกโต 224%YoY ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม
  • ส่วนดีมานต์เหล็ก Pre-zinc ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งมาร์จิ้นที่คาดปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากการบริหารสินค้าคงคลังได้ดี รวมทั้งบริษัทยังมีแผนรุกช่องทาง B2C และออนไลน์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยโดยตรง ซึ่งมีมาร์จิ้นที่ดีกว่าช่องจำหน่ายเดิมที่ผ่านร้านค้าปลีกดั้งเดิมและสมัยใหม่ จึงคาดปี 64 กำไรสุทธิจะเติบโตสดใสต่ออีก 24%YoY สู่ระดับ 141 ลบ.
  • ผลจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 64 ขึ้นจากเดิมถึง 51.6% ทำให้ประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 64 อยู่ที่ 3.30-4.10 บาท (อิง PER 12-15x เช่นเดิม ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเหล็กปลายน้ำ) พบมี Upside 3-28% อีกทั้งคาดจ่ายปันผลจากกำไรปี 63 หุ้นละ 0.11 บาท คิดเป็น Yield 3.4% จึงแนะนำหาจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว โดยเทคนิคมีแนวรับ 3.10 และ 3.00
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ คำสั่งซื้อที่ชะลอจะกดดันมาร์จิ้นทำให้กำไรต่ำคาดได้เพราะมีต้นทุนคงที่สูง
12/01/2021 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • เราได้ visit TNP ครั้งที่ 2 เนื่องจากอยากทราบถึงเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในปี 2564 รวมทั้งอานิสงส์ที่บริษัทได้รับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ออกไปในช่วงก่อนหน้านี้

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณพิทยา จิตมาเส ผอ. ฝ่ายบัญชีและการเงิน TNP พบว่า ปี 2564 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10-15%YoY จากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่คาดโต 2-3%YoY รวมทั้งรับรู้ยอดขายสาขาใหม่เต็มปีจาก 4 สาขาที่เปิดปีก่อน และยอดขายสาขาใหม่บางส่วนที่เปิดปีนี้ 5 แห่ง (ทยอยเปิด 2Q-4Q64) โดยที่ตั้งยังอยู่ในเชียงราย เชียงใหม่และพะเยา ซึ่งมีศักยภาพเติบโตดีและขนส่งสะดวกเพราะมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่เชียงรายรองรับได้ 50 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 32 สาขา
  • ศักยภาพทำกำไรยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากเกิดผลประหยัดต่อขนาดและมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามจำนวนสาขาที่มีมากขึ้น รวมทั้งบริษัทยังพยายามจัดหาสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้นเพื่อเข้ามาจำหน่าย อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนงบลงทุนปีนี้ตั้งไว้ 100 ลบ. สำหรับเน้นขยายสาขาใหม่ ซึ่งแหล่งเงินทุนหลักจะมาจาก CFO ที่ทำได้ราวปีละ 130-150 ลบ.

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราคาด 4Q63 TNP มีกำไรสุทธิ 38 ลบ. เติบโตเด่น 18%YoY และ 28%QoQ เพราะได้ผลบวกตรงจากลูกค้าที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งได้เงินเพิ่มเดือนละ 500 บาท (ต.ค.-ธ.ค. 63) และทางอ้อมจากมาตรการคนละครึ่งซึ่งหนุนยอดขายลูกค้าโชห่วย จึงคาด SSSG จะโตเด่น 3-5%YoY (แม้ 4Q62 SSSG เติบโตสูง 10%YoY จากชิมช้อปใช้แล้วก็ตาม) อีกทั้งยังรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่มีเพิ่ม 4 แห่งจาก 4Q62 จึงคาดยอดขายรวมยังโต 13%YoY ส่วนอัตรากำไรสุทธิคาดปรับตัวดีขึ้นเป็น 6.5% จาก 6.2% ใน 4Q62 จากการมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและผลประหยัดต่อขนาดที่เพิ่มขึ้น
  • จัดเป็นหุ้นค้าปลีกไม่กี่บริษัทที่ปี 2564 คาดกำไรโตต่อในระดับสองหลัก คือ 5% จากปี 2563 ที่คาดเติบโตเด่นแล้ว 44.4%YoY จากรับรู้ยอดขายสาขาใหม่และ SSSG ที่คาดเพิ่ม 2-3%YoY ขณะที่ 1Q64 มองเป็นอีกไตรมาสที่น่าจับตา โดยคาดกำไรยังโตน่าประทับใจ YoY หลังได้อานิสงส์จากรัฐขยายเวลาเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่ออีก 3 เดือนๆ ละ 500 บาท (ม.ค.-มี.ค. 64)
  • Valuation ไม่แพง โดยปัจจุบันเทรด PER 64F ที่ 4x จากค่าเฉลี่ยกลุ่ม 29x ซึ่งมองว่ายังไม่ได้สะท้อนถึงกำไรที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น บวกกับ มีฐานะการเงินแกร่ง ไม่มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยจ่ายเลย และเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายปี 64 อยู่ที่หุ้นละ 4.20-4.70 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 3 ปีที่ 23-26x) ยังมี Upside น่าสนใจ 14-27% อีกทั้งคาดให้ Div. Yield ปีละ 2% จึงแนะนำ” ซื้อ”
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด