Wealth Visit Note

22/08/2019 OISHI ก่อนไปคิดอะไร
- ผลดำเนินงานจะมีทิศทางอย่างไร และบริษัทมีกลยุทธ์อะไรที่จะช่วยผลักดันการเติบโตต่อจากนี้ ?
หลังพบกำไรปกติฟื้นตัวตั้งแต่ 2QFY62 และล่ำสุด 3QFY62 (สิ้นสุด มิ.ย.) OISHI ยังแจ้ง กำไรสุทธิ
422 ลบ. เติบโต 44.5%YoY ซึ่งถ้า ไม่รวมค่าใช้จ่ายสำรองพนักงานเกษียณตามกฎหมายใหม่ 22
ลบ. พบว่ามีกำไรปกติ 444 ลบ. เติบโตต่อเป็นไตรมาสที่ส อง 29.4%YoY จากยอดขายธุรกิจอาหาร
และเครื่องดื่มโต 12.9%YoY และ4.9%YoY ตามลำดับ (9MFY19 กำไรปกติโต 32.1%YoY)

หลังไปได้อะไร
- ผู้บ ริหารยังตั้งเป้าให้บริษัทรักษาตำแหน่งผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นในไทย โดยวาง
กลยุทธ์ดังนี้ 1) ธุรกิจอาหารจะขยายสาขาปีละ 15 - 20 สาขา โดยปรับพื้นที่เล็กลงปูพรมไปเมืองรอง
รวมทั้งเน้น บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ เพิ่ม เมนูใหม่และพัฒนาระบบเดลิเวอรี่ (ร่วมกับ Grab
Food) พร้อมทั้งสร้าง “One Brand” ในอาหารสำเร็จรูปทุกกลุ่มของโออิชิให้ผู้บริโภครูจั้กมากขึ้น
ภายใต้แบรนด์ “OISHI EATO” และ2) ธุรกิจเครื่องดื่มชำเขียวในไทยจะพัฒนาสินค้า และนวัตกรรม
ใหม่ ๆ พร้อมนำเสนเครื่องงดื่มตอบโจทย์สุขภาพมากขึ้น รวมทั้ง ยังเร่งขยายตลาดชำเขียวใน CLMV
- สำหรับภาษีน้ำตาลที่ก รมสรรพสามิตจะปรับเรทขึ้น ตั้งแต่ 1 ต.ค. 62 คาดไม่กระทบต่อผลดำเนินงาน
เพราะก่อน ต.ค. นี้บริษัทจะเสร็จสิ้นการทยอยปรับสูตรพอร์ตเครื่องดื่มชำเขียวหลักในไทยที่เดิมมี
น้ำตาลอยู่ในช่วง 10 - 14 กรัม/100 ml มาเป็นสูตรไม่มีน้ำตาลน้อยหรือน้ำตาลลดมาอยู่ในช่วง 8-10
กรัม/100 ml ซึ่ง ตามแผนนี้จะทำให้ต น้ ทุนภาษีน้ำตาลลดลงจาก 0.50 เป็น 0.30 บาทต่อลิตร

ความเห็นและกลยุทธการลงทุน
- เรามองตลาดเครื่องดื่มชำเขียวในไทยพ้น จุดต่ำสุดแล้ว หลังที่ผ่านมาผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างปรับตัว
มาเน้น เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งจากนี้การพัฒนาสินค้า และนวัตกรรมใหม่ รวมทั้งการขยาย
ไปตลาด CLMV ซึ่งเติบโตได้อีกมาก (เพิ่งเริ่ม ทำตลาดเวียดนามและพม่า) คาดจะหนุนยอดขาย
เครื่องดื่มกลับมาโตปีละ 5% ขณะที่ธุรกิจอาหารแมค้าดยอดขายโตปีละ 3-5% แต่การบริหาร
ต้นทุนทีดี่ขึ้น (9MFY19 อัตรากำไรปกติ 6.3% จากปีก่อน 2.2%) คาดทำให้ปี FY62 มีกำไรสุทธิ
1,426 ลบ. เติบโต 40.4%YoY ( ดีกว่าเดิมที่คาดโต 25.6%YoY) และโตต่อ 7.2%YoY ในปี FY63
- จากมุมมองบวกที่มี่มากขึ้น หลังเยี่ยมชมกิจการครั้งที่ 2 โดยเรายังชอบ OISHI ในฐานะที่กำไรปกติ
ปีนี้เริ่ม พลิกฟื้นและมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในปีหน้าขณะเดี่ยวกันยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง (Net
Cash)และมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีในสองธุรกิจหลัก อีกทั้ง มองกรอบราคาเป้าหมายที่เป็นไปได้
อยู่ที่ 130 - 147 บาท (อิง PER 3 ปีย้อนหลัง 16-18x) และคาดให้Div. Yield ปีละ 3.4% จึงคง
แนะนำ “ซื้อ” โดยหุ้น ตัวนี้เหมาะสำหรับลงทุนระยะยาว เพราะมคี วามเสี่ยงสภาพคล่องซื้อขายต่ำ

11/06/2019 TOG ก่อนไปคิดอะไร
- ปีนี้บริษัทมีกลยุทธ์ดำเนินธุรกิจอะไรบ้างและช่วงที่เหลือของปีนี้ผลดำเนินงานจะมีทิศทางอย่างไร หลังราคาหุ้นปรับขึ้น14.3% นับตั้งแต่บริษัทประกาศกาไรสุทธิ 1Q62 ออกมำเติบโตก้าวกระโดด ถึง 352.5%YoY จากยอดขายที่ เติบโตสดใสและมาร์จิ้นที่ ปรับตัวดี ขึ้นมาก

หลังไปได้อะไร 
- จากการพบผู้ บริหารเมื่อวันศุกร์ที่ ผ่านมา พบว่า ปี 62 บริษัทตั้งเป้ำยอดขายโต 8%YoY จากการ เติบโตของตลาดเลนส์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ หลังปัญหาสงครามการค้าทำให้มีคู่ แข่งจีน ลดลง และยุโรปเร่งออเดอร์เลนส์จากกังวล Brexit จะกระทบต่อการปรับขึ้นภาษีนำเข้ำอีกทั้งจะขยายตลาดตะวันออกกลำงและแอฟริกาซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูง เพราะมีคู่แข่งน้อยและกำลังซื้อสูง 
- ปี 62 ตั้งเป้ำมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 24-26% และอัตรากำไรสุทธิที่ 10-15% หลังคาดปริมาณขายที่ สูงขึ้นจะทำให้ เกิดผลประหยัดต่อขนาดและมีแผนเพิ่มสินค้าใหม่กลุ่ม Value-Added Lenses ซึ่งมี มาร์จิ้นสูง ส่วนงบลงทุนตั้งไว้ 120 ลบ. สำหรับซื้อเครื่องจักรผลิตเลนส์พิเศษ "RX AUTOMATION" เฟส 2 ซึ่งคำดจะผลิตจำหน่ายตั้งแต่ 2Q63 ทำให้ กำลังผลิตเพิ่มจำกปีละ 1.8 เป็น 4.0 พันล้ำนชิ้น

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- แม้ 2Q62 กำไรปกติจะลดลง QoQ เพราะไม่มีออเดอร์พิเศษจากยุโรปเช่น 1Q62 และจะมี ค่าใช้จ่ายพนักงำนเกษียณ 10 ลบ. แต่คาด 2Q-3Q62 กำไรปกติยังโตเด่น YoY จำกอัตรากำไรขั้นที่ดีขึ้นมา อยู่ที่ราว 24% หลังมียอดขายเลนส์ Value-Added สูงขึ้นและไม่ได้ ปรับลดราคาเลนส์ดังเช่นใน 2Q-3Q61 ซึ่งเผชิญการแข่งขันสูงจากคู่แข่งจีน กดดันให้ ช่วงนั้นมีมาร์จิ้นเฉลี่ยต่ำถึง 16% 
- ปี 62 คำดมีกำไรสุทธิ 183 ลบ. พลิกโต 25.1%YoY แต่หากไม่รวมรายการพิเศษจาก Fx คาดมี กำไรปกติ 178 ลบ. พลิกโตเด่น 42.9%YoY จากยอดขายที่ดีขึ้นในทุกตลาด นำโดยสหรัฐซึ่งคาด สงครามการค้าจะสร้างโอกาสให้ บ.ย่อย TOG USA ส่วนตลาดอื่นๆ คาดได้ อานิสงส์จากพฤติกรรม คนที่ใช้ เวลาแต่ละวันกับมือถือสูงขึ้นซึ่งกระทบต่อสุขภาพตา และจะเพิ่มดีมานต์ต่อเลนส์ชนิดพิเศษ 
เรามองปีนี้ตลำดจะกลับมาสนใจ TOG จากกำไรพลิกฟื้น โดย 2Q-3Q62 กำไรปกติยังมีโมเมนตัม โตเด่น YoY (ก่อนอ่อนตัวลงใน 4Q62 จากฐานปีก่อนสูง) ขณะที่ในแง่ Valuation พบว่า ปัจจุบัน ราคาหุ้นเทรด PER 19F แค่ 14.4x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีบริษัทที่ 16.8x และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นทำ ธุรกิจเดียวกันทั่วโลกที่ 23x อีกทั้งเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายที่ 5.80-6.90 บาท (อิง PER+1 SD. ที่ 15-18x) ซึ่งกรอบบนยังมี Upside สูงถึง 24% รวมถึง TOG ยังจัดเป็นหุ้นปันผลชั้นดี โดยมี ประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่องกว่า 13 ปี ด้วย Div. Yield เฉลี่ยปีละ 6% ดังนั้นเราจึงมองเป็นโอกาสซื้อ สะสมหรือเล่นระยะสั้นในช่วง 3 เดือน สำหรับนักลงทุนที่ ชอบหุ้นปันผลและ/หรือหุ้นที่ กำไรพลิกฟื้น

10/06/2019 TOA ก่อนไปคิดอะไร
- ช่วงที่เหลือของปีนี้ผลดำเนินงานจะมีทิศทางอย่างไร หลังราคาหุ้นปรับขึ้น 13.6% ตั้งแต่ประกาศกำไร 1Q62 ดีกว่าที่ตลาดคาด 25% จากอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นหลังต้นทุนลดลงตามราคาน้ำมัน
- บริษัทมีกลยุทธ์ทางธุรกิจอะไรใหม่ที่น่าสนใจเพิ่ม นอกจากจุดแข็งที่นักลงทุนให้มูลค่าจากการเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์สีในไทยด้วยส่วนแบ่งตลาด 48.7% โดยมีสินค้ำครอบคลุมตั้งแต่ระดับบน-ล่าง
หลังไปได้อะไร
- จากการพบผู้บริหารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบว่า ปี 62 บริษัทตั้งเป้ำยอดขายโต 10%YoY แบ่งเป็น 1) ตลาดไทยคาดโต 5%YoY หลังปรับกลยุทธ์ทีมงานขาย, รุกจาหน่ายร้านค้าปลีกสมัยใหม่และมีสินค้าใหม่ๆ ซึ่งคาดหนุนปริมาณขายสูงขึ้น และ 2) ตลาดตปท. คาดโตไม่ต่ำกว่า 10%YoY จากเพิ่มดีลเลอร์ และกระจายสินค้าได้ดีขึ้นหลังโรงงานใหม่ในอินโดนีเซีย, พม่า, กัมพูชาจะเริ่มผลิตปีนี้
- ปี 62 ตั้งเป้ำมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 35% จำก 33.9% ในปี 61 และมี EBITDA Margin 17% จาก 16.1% ในปี 61 หลังต้นทุนวัตถุดิบลดลงตามราคาน้ำมันและคุมค่าใช้จ่าย ส่วนงบลงทุนตั้งไว้ 700 ลบ. สำหรับขยายโรงงานในอินโดนีเซีย (กำลังผลิต 7.8 ล้านแกลลอน เริ่มผลิต เม.ย. 62, เมียนมาร์ (กำลังผลิต 3.4 ล้านแกลลอน เริ่มผลิต 3Q62), กัมพูชา (กำลังผลิต 3.3 ล้านแกลลอน เริ่มผลิต 4Q62) ซึ่งจะทำให้สิ้นปีนี้กำลังผลิตเพิ่มจากปีละ 88 เป็น 102 ล้านแกลลอน (+16%YoY)
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- แม้เรามองบวกต่อแผนขยายตลาดตปท. ซึ่งคาดดันการเติบโตในระยะยาว แต่คาดปีนี้เป้ำยอดขายที่บริษัทตั้งไว้มีโอกาสปรับลงเพราะยอดขายในไทยยังน่าห่วง ซึ่ง 1Q62 โตแค่ 1.4%YoY และช่วงที่เหลือปีนี้ยังต้องจับตาดูมาตรการ LTV ที่อาจกระทบลูกค้ำกลุ่มสร้างบ้านและคอนโดใหม่ (30% ของยอดขาย) ขณะที่ ตปท. แม้คาดโตดีแต่มีสัดส่วนยอดขายแค่ 12-13% จึงยังยากที่จะช่วยหนุน
- เราคาดกำไรที่ดีสุดปีนี้ผ่านไปแล้วใน 1Q62 โดย 2Q-4Q62 กำไรมีแนวโน้มอ่อนแอลง จากมี SG&A สูงขึ้นจากบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงานเกษียณใน 2Q62 ราว 74 ลบ. และต้องรับรู้ค่าเสื่อมโรงงานเปิดใหม่ในอินโดนีเซีย, เมียนมาร์, กัมพูชา รวมปีละราว 120 ลบ. (คาดรับรู้ขาดทุนโรงงานใหม่ช่วงแรกอย่ำงน้อยปีละ 200 ลบ.) ส่งผลให้ปี 62 คำดมีกำไรสุทธิ 2,031 ลบ. โต 11%YoY (ใกล้ตลาดคาด)
- แม้ TOA มีแบรนด์แข็งแกร่งและคาดมีศักยภาพเติบโตได้ในระยะยาวจากขยายตลาดตปท. แต่ระยะสั้นในแง่ Valuation ราคาหุ้นขึ้นมาสูงกว่าเป้าหมายเฉลี่ย Cons. ที่ 31.75 บาท และใกล้เคียงกรอบเป้ำหมายของเรำที่ 30-35 บาท (อิงกรอบ PER ธุรกิจเดียวกันที่ 30-35x) รวมทั้งปัจจุบันเทรด PEG 19F ที่ 3.0x สูงกว่าค่ำเฉลี่ยหุ้นธุรกิจเดียวกันที่ 2.5x (PER 19F ที่ 33.5x สูงกว่ากลุ่มที่ 28x) อีกทั้งยังเสี่ยงรับรู้ขาดทุนโรงงานใหม่มากกว่าคำด นักลงทุนที่ไม่มีหุ้นจึงมองไม่ต้องรีบเข้าซื้อช่วงสั้นนี้
27/05/2019 CBG ก่อนไปคิดอะไร
- ราคาหุ้นปรับขึ้นมาแรงสะท้อนผลดาเนินงานที่ กลับมาฟื้นตัวในปีนี้พอแล้วหรือยัง และมีปัจจัยบวก ใหม่ที่ อยู่เหนือความคาดหมายเดิมของเราหรือไม่? หลังปัจจุบันราคาหุ้นปรับขึ้น99%YTD และสูง กว่า 15.6% จากราคาเป้าหมายกรอบบนที่ เราเคยให้ ไว้ หลังไปเยี่ยมชมกิจการครั้งแรกที่ 53 บาท

หลังไปได้อะไร
- จากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 24 พ.ค. พบว่า ปี 62 บริษัทยังคงตั้งเป้ายอดขายรวมเติบโต 20%YoY แบ่งเป็น 1) ตลาดไทยคาดเติบโต 10%YoY หลังออกสินค้าใหม่ อาทิ คาราบาวกลิ่นกรีน แอปเปิ้ลแบบบรรจุก๊าซ (180ml) ผ่านช่องทางร้านค้าดั้งเดิมและรถเงินสดตั้งแต่ มี.ค. 62 และจะ เริ่มขายผ่านช่องค้าปลีกสมัยใหม่ตั้งแต่ 3Q62 และ 2) ตลาดตปท. คาดเติบโต 20%YoY จากตลาด CLMV ที่ยังมีศักยภาพโตดี รวมทั้งเพิ่มตลาดและสินค้าใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง (UAE, โอมาน)
- ตั้งแต่ พ.ค. 62 บริษัทจะปรับสูตรเครื่องดื่มที่ วางขายในไทยใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษี น้าตาลที่จะเก็บเพิ่มขึ้นตั้งแต่ ต.ค. 62 ซึ่งคาดช่วยเพิ่มมาร์จิ้นในไทยราว 1% (0.08 บาทต่อขวด) ขณะที่ ตลาด ตปท. คงแผนลดค่าใช้ จ่ายส่งเสริมการตลาดของ บ.ย่อย ICUK (ถือ 84%) ในอังกฤษ ซึ่งคาดจะทาให้ปีนี้รับรู้ ผลขาดทุนลดลงเหลือ 10-12 ล้านปอนด์ จาก 26 ล้านปอนด์ในปี 61

ความเห็นและกลยุทธ์ การลงทุน
- เรามองปีนี้ CBG มีโอกาสปรับลดเป้าเติบโตของยอดขาย หลัง 1Q62 ยอดขายทาได้ แค่ทรงตัว YoY และ 2Q-4Q62 SG&A จะมีแนวโน้ มสูงขึ้นจาก 1Q62 จากค่าใช้ จ่ายการตลาดสินค้าใหม่ อย่างไรก็ดี SG&A คาดยังต่ำกว่าปีก่อนมากจากค่าใช้ จ่ายที่ลดลงของ ICUK ขณะที่ มาร์จิ้นที่ ปรับตัวดีกว่าคาด เดิมมาก หลังต้นทุนขายลดลงจากราคาเศษแก้วและน้าตาลลง อีกทั้งได้ ประโยชน์จากโรงงานผลิต ขวดและกระป๋องของตนเองเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ ธ.ค. 61 (เดิมซื้อที่อื่น) ส่งผลให้ปี 62 คาด CBG มี กาไรสุทธิ 1,763 ลบ. (ใกล้ เคียงตลาดและดีกว่าคาดเดิมที่ 1,507 ลบ.) พลิกโต 52%YoY
- ช่วงที่ผ่านมามองตลาดปรับเพิ่มกาไรและราคาเป้าหมายจูงใจให้นักลงทุนกลับมาสนใจ CBG ตามที่ เคยคาดไว้ แล้วจนราคาหุ้นปรับขึ้นแรงกว่า 99%YTD และสูงกว่าราคาเป้าหมายเฉลี่ย Cons. ที่ 55.50 บาท (ขณะที่ ช่วงสั้นคาดตลาดจะยังไม่มี การปรับเพิ่มประมาณการอย่างมีนัยขึ้นไปอีก) อีกทั้งเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 62 ที่ 44-62 บาท (อิง PER+1 SD. ที่ 25-35x) จึงมองราคา ปัจจุบันที่ เทรด PER 19F ที่ 35x สูงกว่าค่าเฉลี่ยเครื่องดื่มโลกที่ 22x ไม่คุ้มเสี่ยงลงทุนในช่วงสั้นนี้
- ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ยอดขายในไทยและตปท. ไม่เติบโตตามเป้า, ความไม่แน่นอนในการ รับรู้ ผลขาดทุนจาก ICUK ในอังกฤษ, มาร์จิ้นอาจแย่กว่าคาดหากมีค่าใช้ จ่ายตลาดสินค้าใหม่สูงเกิน

08/05/2019 TNR ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- เราคาด 1Q62 กำไรปกติจะหดตัวทั้ง QoQ ตามฤดูกาล และ YoY จากรับรู้ต้นทุนซิลิโคนออยล์ที่ยังสูงที่กิโลละ 6$ รวมทั้งยังจะรับรู้ผลขาดทุนของ บ. ย่อย บ๊อกเอเชียราวเดือนละ 1 ลบ. แต่ตั้งแต่ 2Q62 คาดกำไรปกติจะพลิกโต YoY หลังเริ่มรับรู้ต้นทุนซิลิโคนออยล์ที่กิโลละ 4$ (-33%YoY)

- 2H62 เป็นช่วงที่กำไรมีโอกาสพลิกเติบโตเด่น จากรับรู้ยอดขายถุงยาง PLAYBOY ที่เข้าสู่ตลาดตปท. และมีต้นทุนที่ลดลง อีกทั้งบ. ย่อย บ๊อกเอเชีย คาดเริ่มเข้าสู่จุดคุ้มทุนหลังพ้นช่วงปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตแล้ว โดยเราคาดปี 62 TNR จะมีกำไรปกติสู่ระดับ 141 ลบ. พลิกโต 30%YoY

- เรามองราคาหุ้นขึ้นมาสะท้อนความคาดหวังกำไรปีนี้จะฟื้นตัวแล้ว โดยปัจจุบันเทรด PER 19F ที่ 27x สูงกว่าค่าเฉลี่ยบริษัท 1 ปีย้อนหลังที่ 26x และค่าเฉลี่ยบริษัทผลิตถุงยางทั่วโลกที่ 21.5x ขณะที่ TNR มีความเสี่ยงจากการแข่งขันสูงในตลาดถุงยางทั้งไทยและตปท. เพราะผู้ผลิตรายใหญ่ต่างมีศักยภาพด้านเงินทุนและแผนทำตลาดเช่นเดียวกัน อีกทั้งมีความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบที่ผันผวน ระยะสั้นเราจึงมองไม่คุ้มเสี่ยงลงทุนและไม่อยากให้คาดหวังต่อการฟื้นตัวของกำไรที่สูงเกินไป

02/04/2019 ICHI ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามองปีนี้ยอดขายที่บริษัทตั้งเป้ำเป็นไปได้ยาก เพราะตลาดเครื่องดื่มในไทยแข่งขันสูงและความนิยมดื่มชำเขียวลดลง ขณะที่กลยุทธ์ผู้ประกอบการไม่ได้ต่างกัน อีกทั้งตั้งแต่ 1 ต.ค. 62 นอกจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงซึ่งขายในไทยจะโดนภาษีน้ำตาลในเรทสูงขึ้นแล้ว เครื่องดื่มที่มีวุ้นมะพร้ำวผสมยังต้องโดนเก็บภาษีสรรพสามิตตามมูลค่ำ 10% ของราคาขายปลีกแนะนำ (จากเดิมไม่เสียภาษี) อาทิ Yen Yen Fun ซึ่งย่อมกระทบต่อต้นทุนและกดดันศักยภาพทำกำไรในตลาดไทย
- ระยะยาวยังไม่เห็นปัจจัยสู่ความสำเร็จ แต่แค่มีลุ้นปีนี้กำไรพลิกโต YoY จากรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนที่มีแนวโน้มลดลงของบ. ร่วมในอินโดนีเซีย และมีค่าใช้จ่ายลดลง หลังเลิกแคมเปญแบบ Mass มาเป็นแบบเจาะจงหรือเน้นนวัตกรรมที่สินค้ำแทน รวมทั้งเลิกขายสินค้าที่ไม่กำไร เช่น Bireley, T247 และสินค้ำอีก 8 SKUs ในอินโดนีเซีย ซึ่งคาดปี 62 ICHI จะมีกำไรสุทธิ 102 ลบ. จาก 44 ลบ. ในปี 61  
- แม้ราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวจำกหวังปีนี้กำไรพลิกโต แต่มองไม่คุ้มเสี่ยงลงทุน เพราะในแง่พื้นฐานราคาหุ้นยังแพง โดยปัจจุบันเทรด PER 19F ที่ 46x สูงกว่าค่าเฉลี่ยบริษัท 5 ปีย้อนหลังที่ 34x และมองควรติดตามความต่อเนื่องของกำไรอีก 1-2 ปีก่อนเพื่อไม่เป็นการคาดหวังต่อบริษัทสูงจนเกินไป
11/03/2019 AU ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามอง 1Q-3Q62 กำไรจะเติบโตสดใสทั้ง YoY และ QoQ หลังคาดยอดขายสาขาเดิมจะพลิกบวกได้จากฐานต่ำปีก่อนและมีแผนออกเมนูใหม่ 15-20 SKUs รวมทั้งเมนูขนมปังนมโสด/เนยโสด ยังมีกระแสตอบรับที่ดีต่อเนื่องจนทำให้บริษัทเตรียมเพิ่มกำลังผลิตจากวันละ 4 พันกล่อง เป็น 1 หมื่นกล่องภายใน 2Q62 อีกทั้งยังจะรับรู้ยอดขายสาขาเปิดใหม่ ขณะที่ SG&A/Sales คาดลดลงหลังไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษปิดสาขาเช่นปีก่อน หนุนให้ปี 62 คาดมีกำไรสุทธิ 176 ลบ. เติบโต 19.6%YoY
- แม้เรามีมุมมองที่ดีต่อ AU ซึ่งมีแบรนด์ร้านขนมเป็นที่นิยมทั้งในไทยและตปท. โดยคาดกำไรยังมีโมเมนตัมเติบโตได้จากแผนขยายสาขาในไทยและแฟรนไชส์ในตปท. รวมทั้งการเติบโตผ่านการร่วมมือทางการค้ากับ Starbuck, สายการบินแอร์เอเชียและไทยสมายล์ แต่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นกว่า 34%YTD คาดสะท้อนความหวังเชิงบวกไปแล้ว อีกทั้งเราประเมินราคาเป้าหมายปี 62 ที่ 8.60 บาท (วิธี DCF) ซึ่งมี Upside เพียง 6.8% ยังไม่จูงใจลงทุน ดังนั้นช่วงสั้นจึงแนะนำรอเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาบริเวณ 7.00-7.50 บาท เพื่อให้ได้ส่วนลดคุ้มเสี่ยงจากราคาเป้าหมายอย่างน้อย 15%
- ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ธุรกิจร้านขนมหวานแข่งขันสูง, ความเสื่อมนิยมในตัวสินค้าและกระแสดูแลสุขภาพที่มีมากขึ้นทำให้ผู้บริโภคเลี่ยงไม่รับประทานของหวานมากเกินไป
21/02/2019 CBG ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามอง CBG ผ่านจุดต่ำสุดแล้วและกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลลงทุนจากโรงงานผลิตขวดและกระป๋องที่เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่ ธ.ค. 61 (เดิมซื้อจากที่อื่น) อีกทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ยังทรงตัวต่ำคาดจะท าให้มาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้น ส่วน SG&A/Sales น่าจะลดลงหลังมีนโยบายคุมเข้มค่าใช้จ่าย หนุนให้ปี 62 คาดมีกำไร 1,507 ลบ. พลิกโต 30% จากปี 61 ที่หดตัว 7.0%YoY
- แม้ปีนี้กำไรจะมีโมเมนตัมฟื้นตัว บวกกับ คาดตลาดกำลังปรับเพิ่มกำไรและราคาเป้าหมาย ซึ่งจะจูงใจนักลงทุนให้กลับมาสนใจ CBG อีกครั้ง แต่คาดปัจจัยบวกถูกสะท้อนบางส่วนไปในราคาหุ้นที่ปรับขึ้นไปแล้วกว่า 57%YTD อีกทั้งเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายที่เป็นไปได้ในปี 62 ที่ 36-53 บาท (อิง PER+1 SD. ที่ 25-35x) ดังนั้นนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้วจึงแนะนำให้เริ่มทยอยขายทำกำไรแถว 50 บาท ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้น เรามองราคาปัจจุบันสูงเกินไปทำให้ไม่คุ้มเข้าไปเสี่ยงช่วงสั้นนี้
- ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ยอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่เติบโตตามเป้า, ความไม่แน่นอนในการรับรู้ผลขาดทุนจาก ICUK ในอังกฤษ, มาร์จิ้นอาจถูกกดดันกว่าคาด จากภาษีน้ำตาลในไทยที่จะปรับขึ้นอีกในรอบ ต.ค. 62 ซึ่งจะกระทบต่อเครื่องดื่มคาราบาวแดง (ต้นทุนเพิ่ม 0.66฿/ขวด) และคาราบาวสปอร์ต (ต้นทุนเพิ่ม 0.14฿/ขวด) หากไม่มีการปรับสูตรใหม่ตอบโจทย์ลูกค้าได้
14/02/2019 OISHI ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- แม้ปี 62 OISHI น่าจะยังเหนื่อยกับตลาดเครื่องดื่มชาเขียวในไทยที่อาจแค่ทรงตัว แต่ในแง่กำไรปกติมีโอกาสพลิกโตดีขึ้นอันดับแรกๆ ในหุ้นเครื่องดื่ม เพราะมียอดขายกว่า 52% มาจากธุรกิจอาหารซึ่งโตได้จากแผนขยายสาขาและคุมค่าใช้จ่าย อีกทั้งตลาดเครื่องดื่มใน CLMV มีศักยภาพเติบโตที่ดีและให้มาร์จิ้นดีกว่าในตลาดไทย รวมทั้งตั้งแต่ 12 ธ.ค. 61 ยังกลับมาผลิตเครื่องดื่ม UHT อีกครั้ง หลังเกิดไฟไหม้ตั้งแต่ พ.ย. 60 ซึ่งจะทำให้เกิดผลประหยัดต่อขนาดที่สูงขึ้น
- แม้มีความเสี่ยงสภาพคล่องต่ำ และตั้งแต่ปี 63 ยังคงได้รับผลกระทบจากภาษีน้ำตาลที่จะขึ้นเรทอีกตั้งแต่ 1 ต.ค. 62 แต่ด้วยกำไรปกติมีแววฟื้นตัวตั้งแต่ 2Q-4Q62 ซึ่งคาดหนุนปี 62 กำไรปกติพลิกโต 25.6%YoY อีกทั้งคาดให้ Div. Yield ปีละ 3.5% ดังนั้นจึงแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" โดยให้กรอบราคาเป้าหมายที่เป็นไปได้ปี 62 ที่ 89-106 บาท (อิงกรอบ PER 3 ปีย้อนหลัง 15-18x)
17/01/2019 SAPPE ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- 4Q61 คาดกำไร 52 ลบ. หดตัว 32.6%YoY จากมาร์จิ้นลดลงตามบาทแข็งค่าและ SG&A ที่สูงจากต้องทำการตลาดกระตุ้นยอดขาย กดดันปี 61 คาดมีกำไร 354 ลบ. หดตัวเป็นปีที่สอง 11.8%YoY
- เรามอง SAPPE ยังเผชิญศึกหนักจากตลาดเครื่องดื่มที่โตชะลอลงหรือไม่โตเลย อีกทั้งยังแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่ม Functional Drink ซึ่งต้องใช้งบลงทุนสร้างความเข้าใจสินค้าแก่ผู้บริโภค บวกกับ มีความเสี่ยงภาษีหากมีมติเพิ่มน้ำผักและผลไม้เป็น 20% และบริษัทปรับสูตรไม่ได้ จะกดดันมาร์จิ้นหด อาทิ สูตรเดิม Aloe Vera, Beauti Drink จะโดนเก็บภาษีมูลค่าขวดละ 1.86 บาท
- ช่วงสั้นมองยังไม่น่าลงทุน โดยมีโอกาสสูงที่ตลาดจะปรับลดกำไรและราคาเป้าหมาย หลังไม่เห็นแววกำไรจะฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ อีกทั้งมีความเสี่ยงเชิงนโยบายด้านภาษีที่ยังต้องติดตามในช่วง มี.ค. 62 ดังนั้นจึงแนะนำให้ "หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน" จนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น
20/11/2018 MALEE ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามอง MALEE ยังเหนื่อยที่จะผลักดันผลประกอบการให้พลิกฟื้น หลังตลาดเครื่องดื่มเผชิญภาวะแข่งขันรุนแรง อีกทั้งปี 59-60 การลงทุนปรับปรุงโรงงานและเพิ่มเครื่องจักรสายการผลิตใหม่ราว 1 พันลบ. ทำให้มีค่าเสื่อมราคาสูงขึ้นราวปีละ 70 ลบ. ซึ่งมองเป็นการลงทุนที่ผิดจังหวะไปและเมื่อยอดขายไม่ได้มาตามเป้าจึงเกิดผลประหยัดต่อขนาดที่ลดลง ส่งผลให้ศักยภาพทำกำไรถดถอย
- ส่วน 4Q61 แม้คาดยอดขายโต QoQ ตามฤดูกาล แต่จะยังหดตัว YoY และด้วยค่าใช้จ่ายที่ยังทรงตัวระดับสูง คาดท าให้ 4Q61 ยังประสบผลขาดทุนต่อเป็นไตรมาสที่สาม ส่งผลให้ปี 61 คาดพลิกขาดทุน -210 ลบ. เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี และงดจ่ายปันผลครั้งแรกในรอบ 6 ปี  
- แม้ราคาหุ้นลงมากแล้ว แต่เรายังมองไม่เห็นวี่แววหรือสัญญาณการฟื้นตัวของกำไรในช่วงสั้นนี้ อีกทั้งคาดไม่มีการจ่ายปันผล จึงไม่มีจุดดึงดูดการลงทุน ดังนั้นจึงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน
14/11/2018 TKN ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามองกำไรสุทธิต่ำสุดผ่านไปแล้วใน 3Q61 โดยตั้งแต่ 4Q61 คาดกำไรจะทยอยฟื้นตัวทั้ง QoQ และ YoY หนุนให้ทั้งปี 61 คาดมีกำไรสุทธิ 600 ลบ. หดตัว 1.4%YoY ก่อนพลิกโตสดใสอีกครั้ง 19.1%YoY ในปี 62 ตามยอดขายที่สูงขึ้น บวกกับ มาร์จิ้นคาดดีขึ้นหลังคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพและเกิดผลประหยัดต่อขนาดมากขึ้น อีกทั้งคาดไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษกดดันหนักดังเช่นในปี 61  
- ปี 61-62 เราคาด TKN จะมี EPS 0.43 และ 0.52 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่คาด 0.47 และ 0.59 บาท ตามลำดับ โดยมองตลาดกำลังอยู่ระหว่างทบทวนปรับลดกำไรและราคาเป้าหมาย
- แม้ TKN ไม่ใช่หุ้น Growth ที่ตลาดหวังในอดีตว่ากำไรจะโตปีละ 30-40% แต่เรามองราคาหุ้นถูกลงโทษและลงแรงมากแล้ว ขณะที่ปี 62 คาดกำไรพลิกโต YoY ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุน อีกทั้งราคาหุ้นเริ่มฟื้นจาก Downside ที่ 10.40 บาท ขณะที่ประเมินราคาเป้าหมายที่เป็นไปได้ปี 62 ที่ 13 บาท (อิง PER 25x ต่ำกว่าตลาดที่อิง PER 30x) มี Upside 16% จึงมองเป็นโอกาสซื้อลงทุน
07/11/2018 KAMART ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- 3Q61 กำไรสุทธิมีโอกาสพลิกโต YoY เพราะมีกำไรพิเศษขายที่ดิน แต่คาดกำไรปกติยังหดตัว YoY หลังยอดขายไม่ฟื้นและมี SG&A สูงขึ้นจากต้องบันทึกค่าพรีเซนเตอร์คนใหม่ อาทิ ฟิลม์ ธนภัทร (Speed White CC Cream), เป๊ก ผลิตโชค (Magic Dolly Face) และ มิว นิษฐา (LIP Baby Bright)
- ปี 61 คาดมี Core EPS 0.25 บาท ลดลง 22%YoY ก่อนพลิกโต 16.5%YoY ในปี 62  (0.29 บาท) ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 0.49 และ 0.37 บาท ตามล าดับ โดยมองตลาดจะปรับลดกำไรหลังงบ 3Q61
- KAMART ไม่ใช่หุ้นเครื่องสำอางที่ตลาดให้ความสนใจเช่นหุ้นตัวอื่นในกลุ่ม เพราะในอดีตกำไรไม่เคยโตเด่น โดยได้รับผลบวกหรือลบจากนักท่องเที่ยวจีนจำกัด (ลูกค้าจีน 10% ของยอดขาย), ไม่มีสตอรี่ที่น่าติดตาม และกังวลนำเงินบริษัทไปทำธุรกิจอื่น เช่น ปล่อยกู้ ซึ่งมองว่าไม่โฟกัสธุรกิจหลักเพียงพอ จึงเป็นเหตุให้ตลาดยอมเทรดด้วย PER แค่ 15x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มหุ้นสำอางที่ 22x
- นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แนะนำ "ถือ" หลังมอง Downside จำกัด และมีจุดเด่นปันผลทุกไตรมาส โดยคิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 6% ส่วนการฟื้นตัว YoY เร็วสุดคาดเกิดขึ้นใน 2Q62 เช่นหุ้นสำอางตัวอื่นดังนั้นนักลงทุนที่สนใจเข้าซื้อหวังผลกำไรจะพลิกฟื้นอาจรอดูสัญญาณที่แน่ชัดอีกครั้งในปีหน้า
06/11/2018 BEAUTY ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- 3Q61 คาดมีกำไร 292 ลบ. ฟื้นตัว 13.8%QoQ แต่ยังหดตัว 16.2%YoY โดยแม้มีสินค้าใหม่ เช่น Luxury Collection ที่ได้รับการตอบรับดี แต่มาร์จิ้นคาดหดหนัก หลังโหมโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย
- แม้ 4Q61 เป็น High Season แต่คาดก าไรยังลด YoY จากฐานปีก่อนสูงและนักท่องเที่ยวจีนชะลอ ส่งผลปี 61 คาดมี EPS 0.39 บาท ลดลง 5.3%YoY ก่อนพลิกโต 13.3%YoY ในปี 62  (0.44 บาท) ซึ่งต่ำกว่าตลาดคาดที่ 0.42 และ 0.50 บาท ตามลำดับ โดยเรามองตลาดปรับลดประมาณการก าไรลงมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งคงต้องรอหลังประกาศงบ 3Q61 เสร็จสิ้นอีกครั้ง
- นักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แนะนำ "ถือ" หลังมองเริ่มมี Downside จำกัดและคาดให้ Div. Yield ปีละ 3.6%
- เรามอง BEAUTY ไม่ใช่ Growth Stock ดังที่ตลาดหวังในอดีตซึ่งคาดกำไรโตปีละ 40-50% อีกทั้ง 3Q61-1Q62 คาดกำไรยังหด YoY ก่อนจะเริ่มพลิกโตใน 2Q62 ดังนั้นนักลงทุนที่รอเข้าซื้อลงทุนอาจรอดูสัญญาณฟื้นตัวของกำไรที่แน่ชัดในต้นปีหน้า ขณะที่ระยะสั้นราคาหุ้นอาจมี Sentiment บวกจากความหวังภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน (ลูกค้าจีน 30% ของยอดขาย)
30/10/2018 DOD ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- จากการสอบถามบริษัท พบว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเงื่อนไขทางการค้าและยังไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนจากธุรกิจใหม่นี้ได้ เพราะสัปดาห์หน้าบริษัทถึงจะเดินทางไปเจรจาและนำสินค้าไปนำเสนอเพื่อพิจารณาขายผ่านช่อง TV Shopping ของสถานี CCTV จีน อย่างไรก็ดีเรามองหากมีการร่วมท าธุรกิจเกิดขึ้นจะหนุนก าไร DOD ให้โตเด่นและถือเป็น Upside ต่อประมาณการตั้งแต่ปี 62
- ช่วง 3Q61 คาด DOD มีกำไร 60 ล้านบาท หดตัว 47%QoQ ตามผลฤดูกาล แต่ยังเติบโตเด่น 121%YoY หลังยอดขายยังโตสดใสจากอานิสงส์ตรวจเข้มสินค้าเสริมอาหารที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน อย. จะยังตอกย้ำลูกค้าเดิมให้เชื่อมั่นและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ให้หันมาสั่งผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- ช่วง 4Q61 แนวโน้มคำสั่งผลิตสินค้าเสริมอาหารทั้งลูกค้าเดิมและใหม่ยังเพิ่มต่อเนื่อง อาทิ ต.ค. ส่งมอบสินค้าใหม่ 4-5 SKUs และมีสินค้าใหม่อีกกว่า 10 SKUs ที่จะส่งมอบในพ.ย.-ธ.ค.  หลังอยู่ระหว่างรอเลข อย. ซึ่งคาดหนุนปี 61 มีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 345 ล้านบาท โต 142.8%YoY
- ปี 62-63 คาดกำไรโตอย่างน้อยปีละ 10% หลังอุปสงค์สินค้าเสริมอาหารในไทยยังโตดี ตามกระแสรักสุขภาพความงามและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อีกทั้งจะมีสินค้ารูปแบบใหม่ เช่น รูปแบบเจลลี่คาดเริ่มผลิตช่วง 1Q62, รูปแบบแคปซูลนิ่มคาดเริ่มผลิตช่วง 2Q62 อีกทั้งโรงงานสกัดวัตถุดิบแห่งที่ 2 โดยใช้ CO2 คาดเปิดช่วง 4Q62 ช่วยเพิ่มกำลังผลิตวัตถุดิบสารสกัดและลดซื้อวัตถุดิบจากภายนอก
- เราคงแนะนำ "ซื้อ" เพราะ DOD เป็นหุ้น Growth ที่มีพัฒนาการเชิงบวกให้ติดตามอีก 2-3 ปี โดยคาดมีกำไรโตสูงเฉลี่ยปีละ 43% ซึ่งคาดเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาสนใจหุ้นมากขึ้น อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 19.3% จากราคาเป้าหมายที่ 16.70 บาท อิง PER ที่ 18x
26/10/2018 DDD ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามองตลาดจะผิดหวังกับงบ 3Q61 ซึ่งคาดมีกำไร 4 ลบ. หดตัว 90.4%YoY หลังยอดขายไม่ฟื้น อีกทั้งคาดมาร์จิ้นแย่สุดหลังทำโปรโมชั่นเร่งระบายสินค้าที่วางแผนผลิตมากไป อีกทั้งต้องรับรู้ค่าผลิตโฆษณาและค่าพรีเซนเตอร์คนล่าสุดอย่าง "ญาญ่า" ที่เปิดตัวสินค้าใหม่ "มาส์กเนื้อเกล็ดหิมะ"
- เราคาดปี 61-62 DDD มี EPS 0.71 และ 0.84 บาท ซึ่งต ่ากว่าตลาดคาดที่ 1.10 และ 1.40 บาท ตามลำดับ โดยมองตลาดจะปรับลดกำไรและราคาเป้าหมายลงต่อเนื่องหลังประกาศงบ 3Q61
- แม้ราคาหุ้นลงมากแล้ว แต่เรายังมองว่าราคาหุ้นแพงและมีแรงกดดันจากกำไรที่คาดยังหดตัว YoY ต่อเนื่องจนถึง 1Q62 หรือกล่าวได้ว่า "กำไรไม่ฟื้น ราคาหุ้นยังขึ้นยาก" ดังนั้นเราจึงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน โดยคาดบริษัทมีโอกาสที่จะพลิกมีกำไรโตได้อีกครั้งอย่างเร็วสุด คือ ช่วง 2Q62
25/10/2018 U ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- ช่วง 2H61 คาดผลประกอบการดีขึ้น HoH และ YoY เพราะเป็นไฮซีซั่นธุรกิจโรงแรมและจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไร บ.ร่วมทุน Sansiri JVs แต่ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงคาดยังกดดันประสบผลขาดทุนต่อเนื่องในปีนี้
- แม้การปรับโครงสร้างลงทุนครั้งนี้จะส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาต่อราคาหุ้น โดย พ.ย. หลังรวมพาร์ หุ้นจะมีสภาพคล่องดีขึ้นและคาดราคาสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้มากขึ้น แต่จำนวนหุ้นชำระแล้วที่ยังสูง 5.6 พันล้านหุ้น และหุ้นบุริมสิทธ์อีก 3.7 พันล้านหุ้น ซึ่งแปลงเป็นหุ้นสามัญได้หลังสิ้นปี 65 คาดยังเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันการปรับขึ้นของราคาหุ้น ตราบใดที่ผลประกอบการยังไม่พลิกฟื้นและโตได้ทัน
- แม้มีความน่าสนใจจากมีโอกาสเป็นหุ้น Turnaround ในอนาคต แต่เรามองผู้ที่ไม่มีหุ้นนี้ในพอร์ตยังไม่ต้องรีบเข้าลงทุน โดยควรติดตามแนวโน้มผลประกอบการที่จะกลับมาเติบโตให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน
10/10/2018 PLAT ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- แม้ช่วง 3Q61 คาดกำไรโต 3%YoY หลักๆ จากขึ้นค่าเช่าศูนย์การค้าแพลทินัม แฟชั่นมอลล์และตลาดนีออน แต่ช่วง 4Q61 เสี่ยงรับรู้ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินงานโครงการเดอะมาร์เก็ต 60-100 ลบ. ซึ่งอาจกดดันปี 2561 กำไรทรงตัวจากปีก่อน หรือ โตต่ำแค่ 4%YoY (ตลาดคาดโต 5%YoY)
- แม้บริษัทมีประเด็นลงทุนน่าสนใจ คือ มีแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2561-64 แต่โครงการแรกเดอะมาร์เก็ตที่จะเปิดปลายปีนี้ นับเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่สุดของบริษัท (เฟส 1 พื้นที่ขาย 2.8 หมื่นตร.ม.) อีกทั้งบริษัทไม่ได้เปิดศูนย์การค้าใหม่มานานแล้วตั้งแต่ปี 2548 ดังนั้นจึงควรจับตาอัตราความสำเร็จของเดอะมาร์เก็ตที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของกำไรปี 2562 อย่างมีนัยฯ
- ในแง่ราคาหุ้นปัจจุบันพบว่า มี Upside ไม่มากจากราคาเป้าหมายเฉลี่ย Consensus 8.35 บาท ซึ่งคิดเป็น PER 18F ที่ 28x ใกล้เคียง PER ของ CPN และกลุ่มค้าปลีก อีกทั้งความสำเร็จของเดอะมาร์เก็ตยังไม่แน่นอน เราจึงมองว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องรีบเข้าซื้อ โดยอาจจะรอดูผลตอบรับของผู้เช่าและลูกค้าหลังเดอะมาร์เก็ตเปิดดำเนินงานไปได้สักพักจนกระทั่งสิ้นช่วง 1Q62
04/10/2018 SABINA ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามองตลาดอาจผิดหวังกับงบ 3Q61 โดยช่วง 3Q61 เราคาดมีกำไร 84 ล้านบาท โตแค่ 8%YoY หลังพายุฝนกระทบการจับจ่าย อีกทั้งฐานปีก่อนสูงหลังรับรู้รายได้จากช่องทีวีและออนไลน์ครั้งแรก
- แม้ช่วง 4Q61 คาดกำไรกลับมาโตเด่น YoY จากฐานปีก่อนต่ำเพราะมีจ่ายโบนัสพิเศษ และปี 2561 เราคาดทำ EPS ที่ 0.99 บาทต่อหุ้น โต 41.3%YoY แต่ปี 2562 คาดกำไรโตชะลอแค่ 10.8%YoY
- ราคาหุ้นปัจจุบันเต็มมูลค่าแล้ว โดยให้กรอบราคาเป้าหมายที่เป็นไปได้อยู่ที่ 30-33 บาท (อิง PER 30x ของกลุ่มค้าปลีก) นักลงทุนที่มีอยู่อาจ "ถือรับปันผล" โดยคาดให้ Div. Yield ปีละ 3%
- นักลงทุนที่ไม่มีหุ้นตัวนี้ในพอร์ต เรามองยังไม่ใช่จังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน หลังงบ 3Q61 แนวโน้มโตไม่เด่นดังคาด อีกทั้งตั้งแต่ปี 2562 คาดกำไรโตชะลอลง หรือ ผ่านจุดโตดีสุดไปแล้วในปี 2561
03/10/2018 M ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามองตลาดมีโอกาสปรับลดประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายลงหลังประกาศงบ 3Q61 โดยช่วง 3Q61 คาดมีกำไร 624 ล้านบาท หดตัวต่อเป็นไตรมาสที่สองราว 4%YoY หลังยอดขายสาขาเดิมยังแย่ดังที่คาดไว้ก่อนประชุม ทำให้เกิดผลประหยัดต่อขนาดลดลงและยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
- แม้ช่วง 4Q61 คาดกำไรพลิกโต YoY จากฐานปีก่อนต่ำเพราะมีโบนัสพิเศษให้พนักงาน แต่ทั้งปี 2561 เราคาดทำ EPS ที่ 2.82 บาทต่อหุ้น โต 7.0%YoY หรือโตเฉลี่ยปีละ 7.2% ในปี 2561-63
- ราคาหุ้นปัจจุบันไม่ถูกไม่แพง โดยมองเริ่มมี Downside จำกัด และให้กรอบราคาเป้าหมายที่เป็นไปได้ 75-80 บาท (อิง PER 25x ของกลุ่มร้านอาหาร) มี Upside 4-10% อีกทั้ง M ยังเป็น Defensive Stock ที่ให้ปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield ปีละ 3.5% ดังนั้นนักลงทุนที่มีอยู่แนะนำ "ถือ"
- มองโอกาสเข้าเก็งกำไรในหุ้น M จะกลับมาอีกครั้ง หลังประกาศงบ 3Q61 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ อีกทั้งความเชื่อมั่นและเม็ดเงินจากการเลือกตั้งที่จะลงมาในระบบเศรษฐกิจ คาดจะเอื้อประโยชน์ต่อ M ซึ่งมีร้านอาหาร 2 แบรนด์ที่อยู่ในใจคนไทยและมีสาขามากสุดในไทยอย่าง MK Suki และ Yayoi
19/09/2018 DOD ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เราคาดกำไรสุทธิใน 2H61 มีโอกาสเติบโตเด่นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากการตรวจเข้มโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน
โดยไม่เพียงแต่ช่วยตอกย้ำให้ลูกค้าเดิมเชื่อมั่นบริษัท แต่ยังช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ให้หันมาสั่งผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น 
- ปี 2561 คาด กำไรสุทธิสร้างสถิติสูงสุดใหม่ที่ 345 ล้านบาท เติบโต 142.8%YoY 
- อุปสงค์สินค้าเสริมอาหารในไทยที่โตดี ตามกระแสรักสุขภาพและความงาม รวมทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คาดหนุนปี 2561-2563 โตเฉลี่ยปีละ 43%
- การเงินแกร่ง สิ้นปีนี้คาดมีเงินสดสุทธิ 1 พันลบ. และมีกระแสเงินสดปีละ 300 ลบ. พอรองรับแผนลงทุนและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield ปีละ 4% 
- ประเมินมูลค่าพื้นฐานที่ 16.70 บาท อิง PER ที่ 18x ซึ่งยึดหลักอนุรักษ์นิยม โดยต่ำกว่า PER 25.4x ของ APCO และ MEGA แต่ใกล้เคียง PER 18x ของ GIFT ขณะที่ศักยภาพทำกำไร DOD เหนือชั้นกว่าทั้ง APCO, MEGA และ GIFT ทุกด้านไม่ว่าจะเป็น Gross Margin, Net Margin, ROA และ ROE