Wealth Visit Note

13/01/2021 ZIGA ก่อนไปคิดอะไร
  • เราได้ visit ZIGA ครั้งที่ 2 เนื่องจากอยากทราบถึงแนวโน้มผลการดำเนินงาน 4Q63 และเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในปี 2564 รวมทั้งปัจจัยที่จะช่วยผลักดันการเติบโตในระยะถัดไป

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณศุภกิจ งามจิตรเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ZIGA พบว่า ปี 64 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ราว 20-30%YoY หลังเหล็กโครงสร้าง Pre-zinc (แบรนด์ ZIGA) และท่อเหล็กร้อยสายไฟ (แบรนด์ "DAIWA") ของบริษัทยังได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในการใช้ทดแทนท่อเหล็กดำทาสี เพราะมีต้นทุนถูกกว่า ใช้เวลาติดตั้งน้อยกว่า และมีเนื้อผิวที่สวยกว่า อีกทั้งคาดยังจะมีการเริ่มรับรู้ยอดขายสินค้าใหม่ อาทิ ท่อร้อยสายไฟ, สีทาเหล็กกัลป์วาไนซ์ เป็นต้น
  • งบลงทุนปีนี้ตั้งไว้ที่ราว 150 ลบ. แบ่งเป็น 1) ขยายกำลังผลิตเฟส 3 ทั้งเพิ่มพื้นที่และเพิ่มเครื่องจักรรวม 80 ลบ. ซึ่งจะทำให้มีกำลังผลิตจากปีก่อนที่ปีละ 1.1 แสนตัน เพิ่มเป็น 1.2 แสนตัน เพียงพอรองรับออเดอร์ที่คาดจะเพิ่มขึ้นหลังปีนี้วางแผนเพิ่มสาขา Outlet จากปีก่อนที่ 4 แห่ง เป็น 60 แห่ง และเป็น 120 สาขาในปี 65 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขายสินค้าให้มากขึ้น 2) รีโนเวทตึกใหม่ 30 ลบ. (เปิดใช้งาน ก.พ. นี้) 3) ค่าใช้จ่ายการตลาด 20 ลบ. และ 4) เงินทุนหมุนเวี่ยน 20 ลบ.

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • จากกระแสความนิยมเหล็กโครงสร้าง Pre-zinc (โดยเฉพาะแบบกลมซึ่งมีมาร์จิ้นสูง) ที่ดีต่อเนื่อง และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้คาด 4Q63 ZIGA มีกำไรสุทธิ 35 ลบ. เติบโตเด่น 1077%YoY และปี 63 คาดมีกำไรสุทธิ 114 ลบ. พลิกโต 224%YoY ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม
  • ส่วนดีมานต์เหล็ก Pre-zinc ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งมาร์จิ้นที่คาดปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากการบริหารสินค้าคงคลังได้ดี รวมทั้งบริษัทยังมีแผนรุกช่องทาง B2C และออนไลน์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยโดยตรง ซึ่งมีมาร์จิ้นที่ดีกว่าช่องจำหน่ายเดิมที่ผ่านร้านค้าปลีกดั้งเดิมและสมัยใหม่ จึงคาดปี 64 กำไรสุทธิจะเติบโตสดใสต่ออีก 24%YoY สู่ระดับ 141 ลบ.
  • ผลจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 64 ขึ้นจากเดิมถึง 51.6% ทำให้ประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 64 อยู่ที่ 3.30-4.10 บาท (อิง PER 12-15x เช่นเดิม ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมเหล็กปลายน้ำ) พบมี Upside 3-28% อีกทั้งคาดจ่ายปันผลจากกำไรปี 63 หุ้นละ 0.11 บาท คิดเป็น Yield 3.4% จึงแนะนำหาจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว โดยเทคนิคมีแนวรับ 3.10 และ 3.00
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ คำสั่งซื้อที่ชะลอจะกดดันมาร์จิ้นทำให้กำไรต่ำคาดได้เพราะมีต้นทุนคงที่สูง
12/01/2021 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • เราได้ visit TNP ครั้งที่ 2 เนื่องจากอยากทราบถึงเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในปี 2564 รวมทั้งอานิสงส์ที่บริษัทได้รับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ออกไปในช่วงก่อนหน้านี้

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณพิทยา จิตมาเส ผอ. ฝ่ายบัญชีและการเงิน TNP พบว่า ปี 2564 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10-15%YoY จากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่คาดโต 2-3%YoY รวมทั้งรับรู้ยอดขายสาขาใหม่เต็มปีจาก 4 สาขาที่เปิดปีก่อน และยอดขายสาขาใหม่บางส่วนที่เปิดปีนี้ 5 แห่ง (ทยอยเปิด 2Q-4Q64) โดยที่ตั้งยังอยู่ในเชียงราย เชียงใหม่และพะเยา ซึ่งมีศักยภาพเติบโตดีและขนส่งสะดวกเพราะมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่เชียงรายรองรับได้ 50 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 32 สาขา
  • ศักยภาพทำกำไรยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากเกิดผลประหยัดต่อขนาดและมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามจำนวนสาขาที่มีมากขึ้น รวมทั้งบริษัทยังพยายามจัดหาสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้นเพื่อเข้ามาจำหน่าย อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนงบลงทุนปีนี้ตั้งไว้ 100 ลบ. สำหรับเน้นขยายสาขาใหม่ ซึ่งแหล่งเงินทุนหลักจะมาจาก CFO ที่ทำได้ราวปีละ 130-150 ลบ.

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราคาด 4Q63 TNP มีกำไรสุทธิ 38 ลบ. เติบโตเด่น 18%YoY และ 28%QoQ เพราะได้ผลบวกตรงจากลูกค้าที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งได้เงินเพิ่มเดือนละ 500 บาท (ต.ค.-ธ.ค. 63) และทางอ้อมจากมาตรการคนละครึ่งซึ่งหนุนยอดขายลูกค้าโชห่วย จึงคาด SSSG จะโตเด่น 3-5%YoY (แม้ 4Q62 SSSG เติบโตสูง 10%YoY จากชิมช้อปใช้แล้วก็ตาม) อีกทั้งยังรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่มีเพิ่ม 4 แห่งจาก 4Q62 จึงคาดยอดขายรวมยังโต 13%YoY ส่วนอัตรากำไรสุทธิคาดปรับตัวดีขึ้นเป็น 6.5% จาก 6.2% ใน 4Q62 จากการมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและผลประหยัดต่อขนาดที่เพิ่มขึ้น
  • จัดเป็นหุ้นค้าปลีกไม่กี่บริษัทที่ปี 2564 คาดกำไรโตต่อในระดับสองหลัก คือ 5% จากปี 2563 ที่คาดเติบโตเด่นแล้ว 44.4%YoY จากรับรู้ยอดขายสาขาใหม่และ SSSG ที่คาดเพิ่ม 2-3%YoY ขณะที่ 1Q64 มองเป็นอีกไตรมาสที่น่าจับตา โดยคาดกำไรยังโตน่าประทับใจ YoY หลังได้อานิสงส์จากรัฐขยายเวลาเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่ออีก 3 เดือนๆ ละ 500 บาท (ม.ค.-มี.ค. 64)
  • Valuation ไม่แพง โดยปัจจุบันเทรด PER 64F ที่ 4x จากค่าเฉลี่ยกลุ่ม 29x ซึ่งมองว่ายังไม่ได้สะท้อนถึงกำไรที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น บวกกับ มีฐานะการเงินแกร่ง ไม่มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยจ่ายเลย และเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายปี 64 อยู่ที่หุ้นละ 4.20-4.70 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 3 ปีที่ 23-26x) ยังมี Upside น่าสนใจ 14-27% อีกทั้งคาดให้ Div. Yield ปีละ 2% จึงแนะนำ” ซื้อ”
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด