Wealth Stock Note

Tags: SNNP, NYT, HTC, NER, WICE, STARK, XPG, III, AMATA, TNP
17/05/2022 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วงที่เหลือของปีนี้ผลดำเนินงานจะเป็นอย่างไร หลัง 1Q65 มีกำไรสุทธิ 36 ลบ. หดตัว -37%YoY สาเหตุมาจากยอดขายรวมหดตัว -22%YoY โดยแม้จะมีการรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้น 6 สาขาจาก 1Q64 แต่ถูกหักล้างทั้งหมดจากยอดขายสาขาเดิมที่หดตัว -28%YoY หลังรัฐลดมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของประชาชน (1Q64 รัฐให้เงินผู้ถือบัตรสวัสดิการเดือนละ 500 บาทและคนละครึ่งเฟส 2 ที่ 3,500 บาทต่อคน เทียบกับ 1Q65 รัฐให้เงินผู้ถือบัตรสวัสดิการเดือนละ 400-500 บาท และคนละครึ่งเฟส 4 ที่ 1,200 บาทต่อคน) นอกจากนี้ยังมี SG&A/Sales ที่สูงขึ้นเป็น 10.1% จาก 7.3% ใน 1Q64 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดลดลงจากมียอดขายสาขาเดิมหดตัวและยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา จึงทำให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6.1% ลดลงจาก 6% ใน 1Q64

หลังไปได้อะไร

  • TNP ยังตั้งเป้ารายได้ปี 2565 เติบโตอย่างน้อย 10%YoY จากการรับรู้ยอดขายสาขาใหม่เต็มปีของ 6 สาขาใหม่ที่เปิดในปีก่อน และยอดขายบางส่วนจากสาขาเปิดใหม่ปีนี้อีก 6 สาขาใน 3 จังหวัดใหญ่ของภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา และเชียงใหม่ ซึ่งจะทยอยเปิดใน 2Q-4Q65 จำนวน 2 สาขาต่อไตรมาส ด้วยงบลงทุน 160 ลบ. ซึ่งจะหนุนให้สิ้นปีนี้มีสาขา 44 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 38 สาขา
  • ส่วนช่วงที่เหลือปีนี้คาดยอดขายสาขาเดิมจะปรับดีขึ้นหลังตั้งแต่ พ.ค. 65 จะรับรู้ยอดขายเพิ่มจากการขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ อาทิ Shopee, Lazada รวมทั้งคาดจะเห็นเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้นตัวชัดเจนใน 2H65 จากการที่รัฐออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้บริษัทจะหาสินค้าใหม่ที่มีมาร์จิ้นดีเข้ามาจำหน่ายเพื่อเพิ่มศักยภาพทำกำไร

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • แม้การรับรู้ยอดขายสาขาใหม่จะเป็นปัจจัยช่วยหนุนการเติบโตของยอดขายรวมและบริษัทมีแผนจัดจำหน่ายสินค้าใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูงเพื่อเพิ่มศักยภาพทำกำไร แต่กำไรสุทธิ 1Q65 คิดเป็น 17% ของประมาณการเดิมซึ่งต่ำกว่าคาด และ 2Q65 คาดกำไรยังอ่อนตัว YoY จากยอดขายสาขาเดิมที่หดตัว YoY หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐลดลง ดังนั้นเพื่อยึดหลักระมัดระวังจึงปรับลดประมาณการ โดยคาดปี 65 TNP มีกำไรสุทธิ 171 ลบ. หดตัว 11%YoY ก่อนพลิกโต 7.5%YoY ในปี 66
  • แม้ TNP เป็นหุ้นค้าปลีกขนาดเล็กที่ยังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว และมีฐานะการเงินแกร่ง (Net Cash 97 ลบ.) แต่เนื่องจากโมเมนตัมกำไรช่วงที่เหลือปีนี้ที่ยังไม่สดใส และราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside ไม่มากจากกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 2565 ที่หุ้นละ 4.90-5.30 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER 3 ปีย้อนหลังที่ 23-25x) ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนช่วงสั้นจึงแนะนำ “ถือ” เพื่อรับปันผลและการฟื้นตัวของกำไรในปีหน้า โดยคาดมีเงินปันผลจ่ายจากำไรปี 65 หุ้นละ 09 บาท คิดเป็น Div. Yield ราว 2%
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด
12/05/2022 III ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วงที่เหลือของปีนี้ผลการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร หลัง 1Q65 มีกำไรสุทธิ 113 ลบ. เติบโต 45.5%YoY จากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 17.6%YoY หลักๆ เป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ธุรกิจ Logistics (+234%YoY) และ Sea and Inland (+141%YoY) หลังมีดีมานด์และค่าระวางทรงตัวสูง จึงช่วยชดเชยการหดตัวของรายได้ธุรกิจ Air freight (-6%YoY) และ Chemical (-4%YoY) อีกทั้งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วมฯ 82 ลบ. เพิ่มจาก 1Q64 ที่มี 53 ลบ. จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของ ANI Group, AOTGA และ Ecu จึงหนุนให้ Net Margin อยู่ที่ 15.1% สูงขึ้นจาก 2% ใน 1Q64

หลังไปได้อะไร

  • III มองปีนี้ผลการดำเนินงานยังเติบโตได้ โดย Air freight จะมีพื้นที่ระวางสินค้าเพิ่มขึ้น หลังหลายประเทศคลายข้อจำกัดการเดินทางทำให้จำนวนเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น หนุนให้บริษัทมีพื้นที่ขนส่งสินค้ามากขึ้นด้วย, Sea and Inland จะเริ่มให้บริการขนส่งสินค้าทางรางในประเทศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 2Q65 และมีแผนให้บริการสายเดินเรือคอนเทนเนอร์ใหม่รองรับเส้นทางใหม่อย่างอินเดียและตะวันออกกลางตั้งแต่ มิ.ย. นี้, Logistics จะรับรู้รายได้จากการขยายคลังสินค้าเพิ่มอีก 3 พัน ตร.ม. และ Chemical มีแผนพัฒนาคลังสินค้ารองรับอุตสาหกรรมยาเพิ่ม
  • ล่าสุดบอร์ดบริษัทมีมติอนุมัติปรับโครงสร้างถือหุ้น Shipsmile (ถือ 43%) โดยขายให้ บจ. สบายสปีด (SBS) 180.60 ลบ. และเข้าไปถือหุ้นใน SBS 18% ของทุนชำระแล้วเพื่อให้ SBS ดำเนินธุรกิจให้บริการจุดรับส่งพัสดุและธุรกิจอื่นๆ แบบครบวงจรแทน ส่วนแผนนำ บ.ลูก ANI เสนอขาย IPO ใน ตลท. คาดเกิดขึ้นใน 4Q65 ตามเดิม ซึ่ง IPO ที่เสนอขายส่วนหนึ่งจะจัดสรรให้ผู้ถือหุ้น III ด้วย

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • กำไร 1Q65 คิดเป็น 27% ของประมาณการทั้งปี และเรายังคงประมาณการ โดยปี 65 คาด III จะมีกำไรสุทธิ 416 ลบ. เติบโต 10.2%YoY ทั้งนี้ช่วงที่เหลือปีนี้คาดกำไรจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ แรงหนุนจากดีมานด์ขนส่งที่ยังดี มีกำลังให้บริการเพิ่มขึ้น และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วมฯ ที่ดีขึ้นหลังการคลายมาตรการล็อกดาวน์และข้อจำกัดเดินทางทั่วโลกทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น 5
  • แม้ III จะมีศักยภาพเติบโตที่ดีในระยะยาว และราคาหุ้นยังมี Upside จากกรอบราคาเป้าหมายปี 65 ที่หุ้นละ 16.30-17.50 บาท (อิงกรอบ PER เฉลี่ย 28-30x และ EPS อิงจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากใช้สิทธิแปลงสภาพ III-W1 ซึ่งมี 141 ล้านหน่วย กำหนดใช้สิทธิเท่ากัน 3 ครั้งที่เหลือ) แต่ช่วงสั้นมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากความกังวลเศรษฐกิจโลกอาจจะชะลอตัวหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจากสงครามในยูเครนยืดเยื้อ อีกทั้งจีนยังมีมาตรการล็อกดาวน์เข้มตามนโยบาย Zero Covid ซึ่งอาจกระทบต่อดีมานด์ขนส่ง ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนช่วงสั้นจึงคงแนะนำ “ถือ” เพื่อรอรับสิทธิจัดสรรหุ้น IPO ของ บ. ลูก ANI ที่คาดเสนอขาย ตลท. ใน 4Q65 และติดตามผลกระทบจากความเสี่ยงที่แน่ชัดอีกครั้งก่อน
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การพึ่งพิงคู่ค้าและลูกค้ารายใหญ่, ความผันผวนของค่าระวาง (ต้นทุนหลัก)
11/05/2022 NER ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วงที่เหลือของปีนี้ผลดำเนินงานจะมีทิศทางอย่างไร หลัง 1Q65 NER มีกำไรสุทธิ 469 ลบ. เติบโต 28%YoY แต่หากไม่รวมรายการพิเศษจะมีกำไรปกติ 437 ลบ. เติบโต 4.5%YoY แรงหนุนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 7%YoY หลังมีปริมาณขาย 9.6 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 7.4%YoY และราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 58.0 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้น 5%YoY นอกจากนี้การบริหารต้นทุนวัตถุดิบที่ดียังทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 13.8% อย่างไรก็ดีผลจากฤดูกาลและปัญหาขนส่งที่ใช้เวลานานขึ้นจากล็อกดาวน์ในจีน กดดันให้ 1Q65 มียอดขายและกำไรปกติลดลง 7.1%QoQ และ 20.1%QoQ ตามลำดับ

หลังไปได้อะไร

  • ปี 65 NER คงตั้งเป้ารายได้รวมที่ 2.80 หมื่นลบ. หรือเติบโต 14-15%YoY และคาดมี Net Margin อยู่ที่ราว 6-11% โดยทั้งปีคาดมีปริมาณขายยางพาราที่ 5.0 แสนตัน (ปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิตรวม 5.1 แสนตัน) เพิ่มขึ้น 10.5%YoY หลังความต้องการใช้ยางพารายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของ ศก. และอุตสาหกรรมยานยนต์ อีกทั้งบริษัทยังมีตลาดใหม่อย่างอินเดียที่เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาและคาดจะเติบโตดีต่อเนื่อง ส่วนราคาขายยางเฉลี่ยปีนี้คาดยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดลดลงหลังเกิดปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงขนิดใหม่ของยางพารา
  • ส่วนความคืบหน้าแผนขยายไลน์สินค้าใหม่อย่างแผ่นปูรองนอนวัวเพื่อเพิ่มศักยภาพทำกำไร พบว่าปัจจุบันดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรแล้วและคาดจะเริ่มผลิตสินค้าจำหน่ายได้ในช่วง 2H65 ซึ่งตั้งเป้าปีนี้ตั้งเป้าจะมียอดขาย 500 ลบ. (ยังไม่รวมในประมาณการของบริษัทและของเรา) และคาดมี Net Margin ราว 20% ดีกว่าธุรกิจขายยางซึ่งมีมาร์จิ้น 6-11%

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • 2Q65 คาดกำไรลดลง YoY จากปริมาณขายยางปีก่อนสูงและปีนี้มีดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดีตั้งแต่ 2Q65-4Q65 คาดกำไรจะเติบโต QoQ จากปริมาณขายยางที่เพิ่มขึ้นหลังดีมานด์ยังเติบโตดีและปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์เริ่มคลี่คลายทำให้ส่งมอบสินค้าได้มากขึ้น รวมทั้งจะมีการทยอยรับรู้ยอดขายธุรกิจใหม่อย่างแผ่นปูรองนอนวัวมากขึ้นตามลำดับ ดังน้นเราจึงยังคงประมาณการเดิม โดยคาดปี 2565 NER มีกำไรสุทธิ 2.09 พันลบ. เติบโต 13%YoY
  • แม้คาด NER จะมีผลการดำเนินงานที่เติบโตได้ และปัจจุบันราคาหุ้นยังมี Upside เกิน 20% จากราคาเป้าหมายใหม่ที่หุ้นละ 8.00-9.00 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER ใหม่ที่ลดลงเป็น 7-8x) แต่ช่วงสั้นตลาดมีความเสี่ยงสูงจากความกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอย หลังต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจากสงครามในยูเครนยืดเยื้อ อีกทั้งดีมานด์ยางของลูกค้าจีนอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์เข้มตามนโยบาย Zero Covid ในจีนซึ่งคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนช่วงสั้นจึงแนะนำ “รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” โดยเทคนิคมีแนวรับที่ 50/6.35 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ความผันผวนของราคายางพารา, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบาทแข็งค่า
10/05/2022 SFT ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วงที่เหลือของปีนี้ผลการดำเนินงานจะมีทิศทางอย่างไร หลัง 1Q65 SFT มีกำไรสุทธิ 16.7 ลบ. เติบโต 27%QoQ จากยอดขายเพิ่มขึ้น 8.5%QoQ หลังตั้งแต่ต้นปีคำสั่งซื้อลูกค้าปรับตัวดีขึ้นและมี SG&A/Sales ที่ลดลงจากไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษเกี่ยวกับมาตรการดูแลโควิด อย่างไรก็ดีกำไรลดลง 41%YoY โดยแม้ยอดขายจะเติบโต 8.2%YoY แต่ถูกหักล้างด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่หดตัวทำนิวโลว์เป็น 23.3% จาก 30.2% ใน 1Q64 หลังต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น

หลังไปได้อะไร

  • ผู้บริหาร SFT ยังตั้งเป้ารายได้ปี 2565 เติบโต 15%YoY จากทิศทางคำสั่งผลิตฉลากที่เพิ่มขึ้นหลังตั้งแต่ 2Q65 ลูกค้ากลุ่มเครื่องดื่มเช้าสู่ High Season และมีแผนออกสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อีกทั้งปัญหาการส่งออกเริ่มคลี่คลายลง ทำให้มีคำสั่งผลิตจากลูกค้าเพิ่มทั้งกลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเครื่องสำอาง นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนออกงานแสดงสินค้า 4 งานซึ่งคาดจะช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อีก โดยคาดหวังตลาดใหม่อย่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ใช้กำลังผลิตที่มีเพิ่มขึ้น 15% หลังตั้งแต่ มิ.ย. 64 ได้ติดตั้งเครื่องจักรระบบกราเวียร์ตัวที่ 5
  • ส่วนศักยภาพทำกำไรปีนี้มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น แต่ยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดีบริษัทยังคงตั้งเป้า Net Margin ไม่ต่ำกว่า 10% ส่วนแผนขยายธุรกิจใหม่ไปสู่การผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดลองการผลิตและคาดจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในช่วง 4Q65

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • แม้ 2Q65 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ จากเข้าสู่ฤดูร้อนทำให้เครื่องดื่มขายดีและการคลายล็อกดาวน์ทำให้บรรยากาศจับจ่ายสินค้าดีขึ้น แต่คาดกำไรยังหดตัว YoY จากต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่าง PET และ PVC ทรงตัวอยู่ในระดับสูงหลังสงครามในยูเครนยืดเยื้อกว่าคาด ขณะที่การปรับขึ้นราคาขายทำได้ไม่เต็มที่ ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่แย่กว่าเราคาดเดิม และเป็นปัจจัยกดดันศักยภาพทำกำไรปีนี้ให้แย่กว่าคาด ดังนั้นเราจึงวปรับลดประมาณการสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นกว่าคาด โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2565 SFT มีกำไรสุทธิ 88 ลบ. หดตัว 22%YoY ก่อนพลิกเติบโต 22%YoY ในปี 2566
  • แม้ระยะยาว SFT มีศักยภาพเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การเพิ่มกำลังผลิตและแผนขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ รวมทั้งการขยายลูกค้าเพิ่ม แต่ช่วงสั้น (2Q64-3Q65) โมเมนตัมกำไรทึ่มีแนวโน้มหดตัว YoY จากความเสี่ยงด้านต้นทุนที่สูงขึ้น อีกทั้งเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 65 อยู่ที่หุ้นละ 5.00-5.20 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER กลุ่ม Packaging ที่ 25-26x เช่นเดิม) มี Upside จำกัด ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” เป็น “ถือ” เพื่อรอรับปันผลและการฟื้นตัวของผลกำไรที่คาดจะกลับมาเติบโต YoY อีกครั้งใน 4Q65
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ต้นทุน PVC, PET ที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบกดดันต่อศักยภาพทำกำไร
10/05/2022 SNNP ก่อนไปคิดอะไร
  • SNNP ประกาศผลประกอบการ 1Q65 ตามคาดที่ 105 ล้านบาท โดยเป็นการลดลงทั้ง YoY และ QoQ ของกำไรสุทธิ เราคาดหวังแรงหนุนของยอดขายจากสินค้าใหม่ใน 2Q65

หลังไปได้อะไร

  • คาดยอดขายของ 2Q65 ยอดขายจะดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและฤดูกาลในต่างประเทศ ขณะที่ทิศทาง gross margin คาดทรงตัว นอกจากนี้ SNNP จะพิจารณาเลื่อนการออกสินค้าใหม่ในกลุ่มกัญชาและ CBD ไปในช่วง 3Q65 เพื่อรอความพร้อมของตลาดและผู้บริโภค

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • SNNP รายงานรกำไรสุทธิของ 1Q65 ที่ 105 ล้านบาท (-40.8% YoY และ -12.9% QoQ) เท่ากับที่เราคาด โดยกำไรจากการดำเนินงานปกติ +115% YoY ผลจาก 1Q64 มีกำไรพิเศษจากการขายสัดส่วนของ สิริโปร ส่วนของรายได้เท่ากับ 1,133 ล้านบาท (+2.8% YoY แต่ลดลง -6.3% QoQ) โดยยอดขายรวมในประเทศเติบโต +8% YoY และ +4% QoQ ยอดขายต่างประเทศจากฐานที่สูงใน 4Q64 และการส่งสินค้าไปต่างประเทศที่ติดขัดเรื่องการขนส่งทำให้ยอดรวมเติบโต +27% YoY แต่ลดลง -32% QoQ Gross margin ที่ 4% อ่อนตัว QoQ จากสินค้าที่ขายใน MT และสัดส่วนสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น
  • เราคงประมาณการปี 2565 คาดรายได้เติบโต 15% YoY เท่ากับ 4,992 ล้านบาท สินค้าใหม่ใน 2Q65 เป็นการเพิ่มรสชาติใหม่ของ Jele Chewy และน้ำกัญชา ขณะที่สินค้ากลุ่มกัญชาอื่นๆ และ CBD จะเลื่อนไปออกใน 3Q65 ดังนั้นเราคาดน้ำหนักรายได้ของ 2H65 จะมากกว่า 1H65 ขณะที่ทิศทางของ Gross Margin เราคาดว่าจะดีขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อยเป็น 27% จากการปรับ packaging และลดปริมาณสินค้า และสำหรับโรงงานในประเทศเวียดนามคาดเริ่มผลิตส่วนของเฟสที่ 1 ช่วง 2H65 เป็นต้นไป ส่วนของบริษัทร่วมคือ สิริโปร คาดเริ่มเห็นเป็นกำไรช่วงปลายปี 2565 ดังนั้นเรากำไรสุทธิของปี 2565 ที่ 465 ล้านบาท (+6% YoY)
  • การเปิดตัวกลุ่มสินค้าใหม่ขยายธุรกิจกลุ่มเสริมอาหารคาดล่าช้าจากแผนจากแผน เพื่อรอความพร้อมของตลาด อย่างไรก็ตามคาดเปิดตัวได้ในปีนี้หากตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ประมาณ 200 ล้านบาทมีโอกาสเพิ่ม EPS ปีนี้ที่ 05 บาท/หุ้น และปี 2566 ยอดขายเติบโตต่อเนื่องมีโอกาสเพิ่ม EPS ที่ 0.10 บาท/หุ้น ซึ่งเราจะพิจารณาอีกครั้งหลังจากมีความชัดเจนของดีลนี้
  • ความเสี่ยง คือต้นทุนการผลิตทั้งแป้งสาลีและน้ำตาลตลาดโลกอยู่ในระดับสูงและค่าขนส่งยังอยู่ในขาขึ้น กดดันต้นทุน
  • แนะนำ รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เราใช้สมมติฐาน PER ที่ 31 เท่าสะท้อนระดับเดียวกับกลุ่มและการเติบโตที่เริ่มมีเสถียรภาพ ราคาเป้ารวมธุรกิจใหม่ปี 2565 เท่ากับ 30 บาท/หุ้น และราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 19.40 บาท/หุ้นราคาหุ้นได้สะท้อนประเด็นการฟื้นตัวของยอดขายและกำไรที่ดีขึ้นไปมากพอควรเรารอดูสินค้าใหม่และการเติบโตต่างประเทศ
21/04/2022 SNNP ก่อนไปคิดอะไร
  • การประกาศงบ 1Q65 วันที่ 9 พ.ค. 65 คาดทิศทางผลประกอบการ 1Q65 มีโอกาสอ่อนตัว QoQ จากฐานที่สูง การตอบรับของสินค้ากลุ่มกัญชาทั้งเครื่องดื่มและ snack ยังไม่แพร่หลายเนื่องจากมีข้อจำกัดของช่องทางการจัดจำหน่ายในช่องทาง Traditional Trade (TT)

หลังไปได้อะไร

  • มองการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศดีขึ้น อาจะเห็นการปรับแผนและการออกสินค้าใหม่ในกลุ่มกัญชงกัญชา โรงงานในประเทศเวียดนาม เฟส 1 มีความล่าช้าเล็กน้อยแต่ยังไม่กระทบ

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • คาดรายได้ของ 1Q65 ที่ 1,180 ล้านบาท (+7% YoY แต่อ่อนตัว -2.5% QoQ) โดยยอดขายรวมภายในประเทศเติบโต +8% YoY และ +4% QoQ ได้แรงหนุนจากยอดการตอบรับที่ดีของ Jele Chewy แบบเต็มไตรมาส ขณะที่เครื่องดื่มกลุ่มกัญชาเปิดตัวกลางเดือน มี.ค. 65 อยู่ในช่วงเริ่มต้นและมียอดขายประมาณ 15-20 ล้านบาทต่อเดือนและยังคงจำกัดช่องทางจำหน่ายในกลุ่ม TT ก่อนขยายไปร้านสะดวกซื้อในอนาคต สำหรับยอดขายต่างประเทศจากฐานที่สูงใน 4Q64 และการส่งสินค้าไปต่างประเทศที่ติดขัดเรื่องการขนส่งทำให้ยอดรวมเติบโต +28% YoY แต่ลดลง -20% QoQ ในส่วนของ Gross margin คาดที่ 8% อ่อนตัว QoQ จากสินค้าที่ขายใน MT และสัดส่วนสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น ดังนั้นเราคาดกำไรสุทธิที่ 105 ล้านบาท (-40.8% YoY และ -12.8% QoQ) กำไรจากการดำเนินงานปกติ +115% YoY แต่ -12.8% QoQ จากที่ใน 1Q64 มีกำไรพิเศษจากการขายสัดส่วนของ สิริโปร
  • เราคงประมาณการปี 2565 คาดรายได้เติบโต 15% YoY เท่ากับ 4,992 ล้านบาท สินค้าใหม่เริ่มเห็นส่วนของ Snack และ Beverage ในกลุ่มใบกัญชาและสกัดกัญชงต่อเนื่อง โดยคาดการเติบโตของยอดขายในประเทศที่ 13% ต่างประเทศที่ 35% โรงงานในประเทศเวียดนามคาดเริ่มผลิตส่วนของเฟสที่ 1 ช่วง 2H65 เป็นต้นไป ส่วนของบริษัทร่วมคือ สิริโปร คาดเริ่มเห็นเป็นกำไร ดังนั้นเราคาดกำไรสุทธิของปีนี้ที่ 465 ล้านบาท (+6% YoY)
  • การเปิดตัวกลุ่มสินค้าใหม่อาจล่าช้าเล็กน้อย โดยจากแผนขยายธุรกิจกลุ่มเสริมอาหาร มีข้อกำหนดจาก อย. ที่บริษัทต้องปรับสินค้าส่งผลให้เกิดความล่าช้าของการร่วมทุนและพัฒนาสินค้าใหม่ อย่างไรก็ตามคาดเห็นการเปิดตัวในปีนี้ และหากตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ประมาณ 200 ล้านบาทมีโอกาสเพิ่ม EPS ปีนี้ที่ 05 บาท/หุ้น และปี 2566 ยอดขายเติบโตต่อเนื่องมีโอกาสเพิ่ม EPS ที่ 0.10 บาท/หุ้น ซึ่งเราจะพิจารณาอีกครั้งหลังจากมีความชัดเจนของดีลนี้
  • ความเสี่ยง คือต้นทุนการผลิตที่แป้งสาลีตลาดโลกและค่าขนส่ง ยังอยู่ในขาขึ้น กดดันต้นทุน
  • แนะนำ รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เราใช้สมมติฐาน PER ที่ 31 เท่าสะท้อนระดับเดียวกับกลุ่มและการเติบโตที่เริ่มมีเสถียรภาพ ราคาเป้ารวมธุรกิจใหม่ปี 2565 เท่ากับ 30 บาท/หุ้น และราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 19.40 บาท/หุ้นราคาหุ้นได้สะท้อนประเด็นการฟื้นตัวของยอดขายและกำไรที่ดีขึ้นไปมากพอควรเรารอดูสินค้าใหม่และการเติบโตต่างประเทศ
01/04/2022 AMATA ก่อนไปคิดอะไร
  • เรามองการการเติบโตของยอดขายที่ดินที่จะต่อเนื่องในปีนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความคาดหวังของการโอนกรรมสิทธิ์ที่จะโดดเด่นใน 2H65 เมื่อ COVID-19 กลายเป็นโรงประจำถิ่นและการจำกัดการเดินทางที่เข้มงวดน้อยลง

หลังไปได้อะไร

  • AMATA ตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายรวมในปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 10-20% และคาดสัดส่วนรายได้จากการขายที่ดินจะสูงขึ้นเกินกว่า 50% จาก 38% ในปี 2564 ขณะที่ส่วนรายได้จากค่าเช่าและสาธารณูปโภคจะสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ และอาจมีการขายโรงงานในประเทศเวียดนามต่อเนื่องจาก 4Q64 ที่ขายไปและบันทึกรายได้มา 450 ล้านบาท

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราตั้งเป้าการขายที่ดินของ AMATA ในปีนี้ที่ 1,100 ไร่ (+20% YoY) แบ่งเป็น นิคมอมตะชลบุรี 100 ไร่ (+163% YoY) เขตอุตสาหกรรมระยองไทยจีน 50 ไร่ (+35% YoY) นิคมอมตะระยอง 500 ไร่ (+13% YoY) และนิคมอมตะเวียดนาม 450 ไร่ (+13% YoY) โดยเรามองว่ายอดขายจะปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับในทุกไตรมาสหลังจากนี้ และน้ำหยักการขายและการส่งมอบจะถ่วงใน 2H65 โดยกลุ่มลูกค้าที่เริ่มขยายตัวากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศคือ ธุรกิจ EV ยานยนต์ และ logistic
  • AMATA มี Backlog ในมือโดดเด่นกว่า 4,982 ล้านบาท และคาดว่าอย่างน้อย 60% หรือประมาณ 3,000 ล้านบาทจะสามารถบันทึกรายได้ในช่วง 2H65 นี้ เราคงประมาณการรายได้ของปีนี้ที่ 5,621 ล้านบาท (+10% YoY) และการกลับมาฟื้นตัวของ Gross Margin บนสมมติฐานของการกลับมาขายและโอนนิคมอมตะชลบุรีเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ซึ่งเป็นนิคมที่มีอัตราการทำกำไรที่สูงกว่านิคมอื่น ๆ 15-20% โดยเรามองสัดส่วนรายได้จากการขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ที่ 50% และมูลค่าเติบโต 50% YoY เช่นกันและส่วนของรายได้ค่าเช่าและสาธารณูปโภคที่สัดส่วน 50% เติบโต 10% YoY และคาดกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติที่ 1,378 ล้านบาท (+81% YoY)
  • ความเสี่ยง การบริหาร Cash Flow และ Inventory ของที่ดินหากการขายที่ดินและการโอนกรรมสิทธิ์ไม่เป็นไปตามเป้า รวมไปถึงความคาดหวังของการเดินทางที่ควรกลับสู่ภาวะปกติทั้งส่วนของประเทศไทย และประเทศที่เป็นฐานลูกค้าสำคัญ เช่น จีน รวมถึงติดตามโอกาสและความเสี่ยงของการย้ายฐานการผลิตของบางอุตสาหกรรม
  • ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2565 ที่ 60 บาท/หุ้น แนะนำ ซื้อ บนเป้า PER ที่ 20 เท่าซึ่งเท่ากับ +1SD ในรอบ 7 ปีของ AMATA ด้วยแนวโน้มการกลับมาเติบโตโดดเด่นจากฐานที่ต่ำและธรุกิจการขายที่ดินมีแนวโน้มเติบโตสูงบนต้นทุนที่ควบคุมได้ ขณะที่ธุรกิจสาธารณูปโภคยังมีระดับการเติบโตเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปีบนฐานที่มั่นคง
15/03/2022 SECURE ก่อนไปคิดอะไร
  • อยากทราบของทิศทางผลประกอบการปี 2565 ภายหลังจากที่บริษัทฯรายงานผลประกอบการ 4Q64 เติบโตดีทั้ง QoQ และ YoY รวมถึงประเด็นเรื่อง Chip shortage ความคืบหน้าเกี่ยวกับกฎหมายเรื่อง PDPA และความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการซื้อกิจการเพิ่มเติม

หลังไปได้อะไร

  • ผู้บริหารมีการให้เป้าหมายทางการเงินปี 2565 ไว้ว่าการเติบโตของรายได้นั้นคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 15-20% หรือยู่ที่ 950-990 ล้านบาท และ Net profit margin ที่ระดับประมาณ 10% สูงขึ้นกว่าปี 2564 ที่ทำได้ที่ 7.7% เนื่องจากคาดว่าจะมีรายได้จากโปรแกรม PDPA เข้ามาช่วยเสริมอัตราการทำกำไรให้ดีขึ้นเนื่องการเป็นโปรแกรมที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาเอง
  • ผู้บริหารค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าเป้าหมายรายได้จะสามารถทำได้เพราะปกติบริษัทมี Recurring income ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี และ ณ ตอนนี้มีงานรออยู่ใน Pipeline มากกว่าพันล้านบาทและโดยปกติ Success rate อยู่ที่ 70% และในเรื่องของ PDPA ที่จะมีการเริ่มใช้กลางปีนี้ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณว่าทางรัฐบาลจะมีการเลื่อนอีก
  • ในเรื่องสถานการณ์ Chip shortage นั้นปัจจุบันยังคงเห็นแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องโดยผู้บริหารยังคงมุมมองเดิมว่าน่าจะกลับมาสู่สถานการณ์ปกติได้ในช่วง 3Q65
  • สำหรับแผนการทำ M&A ณ ปัจจุบันมีความคืบหน้าเชิงบวกต่อเนื่องโดย ณ ตอนนี้หลายๆประเด็นมีความเห็นตรงกันแล้ว โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค. นี้ได้ โดยบริษัทเป้าหมายในการทำ M&A เป็นบริษัทที่มีกำไรอยู่แล้ว และอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน
  • ภายหลังจากการอัพเดตข้อมูลกับผู้บริหาร เรามีการปรับประมาณการรายได้เพิ่มขึ้น 5.3% อยู่ที่ 967 ล้านบาท แต่มีการปรับ Net profit margin ลงจาก 11% อยู่ที่ 9% ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยทำให้ปี 2565 เรามีการปรับลดกำไรเหลือ 88 ล้านบาท (จาก 103 ล้านบาท) เติบโต 38% YoY โดยประมาณการของเรายังไม่ได้รวบ Upside ที่จะเกิดขึ้นการการควบรวมกิจการ

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เรายังคงคำแนะนำซื้อ โดยมีการปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 34 บาท (จาก 35 บาท) เพื่อสะท้อนประมาณการณ์ใหม่ของเรา อิง PE 40x หรือเท่ากับ 1x PEG โดยเรายังชอบ SECURE เนื่องจากกำไรยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและยังได้ประโยชน์จากการที่โลกเข้าสู่ยุค Digital มากขึ้น โดยปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นคือ การประกาศความชัดเจนเรื่องแผนการซื้อกิจการในช่วง 2Q65
  • ความเสี่ยงของบริษัทคือปัญหาเรื่องแรงงานที่ขาดแคลน โดยปีนี้เองจำนวนพนักงานที่บริษัทมีสามารถรองรับรายได้ที่ประมาณ 1 พันล้านบาท แต่บริษัทต้องหาคนเพิ่มเพื่อรองรับปริมาณงานในปี 2566 ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตในปี 2566 ถ้าหาหนักงานเพิ่มไม่ได้ ประกอบกับประเด็นเรื่องเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่ในสูงขึ้นอาจจะทำให้ปริมาณงานออกมาน้อยกว่าที่คิดไว้ ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันในการประมูลงานสูงขึ้นซึ่งจะกดดันในส่วนของ Gross margin ของบริษัท
10/03/2022 XPG ก่อนไปคิดอะไร
  • XPG รายงานกำไรสุทธิของปี 2564 ดีกว่าที่คาดไว้โดยกำไรที่ 88 ล้านบาท ดีกว่าที่เราคาดที่ 62 ล้านบาทและดีขึ้นกว่าปี 2563 ที่ขาดทุน 17 ล้านบาท โดยได้ปัจจัยหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 149% YoY จากค่าธรรมเนียมและบริการจากการเป็นผู้บริการระบบเสนอขาย Token (SIRIHUB) และใน 4Q64 เป็นไตรมาสแรกที่ Gross margin เป็นบวกที่ 8.6% แม้ธุรกิจหลักในปี 2564 ยังขาดทุนเล็กน้อยแต่ได้แรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรที่เติบโตเด่น
  • ราคาหุ้นที่ลดลงจากปัจจัยพื้นฐานหรือแรงกดดันจากแนวทางการออกกฎข้อบังคับของ ธปท.

หลังไปได้อะไร

  • เรายังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อ XPG บนการ Transform Business ไปสู่ Digital Asset จากการได้ใบอนุญาตทั้งส่วนของ Digital Broker และ Dealer คาดจะเริ่มเกิดรายได้ใน 2Q65 นี่ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในส่วนของ application และ facility ในการ trade รองรับแล้วรวมถึงการมีความร่วมมือกับ Global exchange partner อย่าง Coinbase ขณะที่ส่วนของธุรกิจ AMC ซึ่ง Partnership กับ SIRI คาดจะมีการซื้อกองสินทรัพย์มาบริหารประมาณ 1,000 ล้านบาทและใบอนุญาตสุดท้ายที่อยู่ระหว่างการขออนุญาตคือ Digital asset fund manager license คาดหนุนรายได้ใน 2H65

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • ทิศทางผลประกอบการปี 2565 คาดส่วนรายได้ใน 1Q65 จะต่ำที่สุดของปีจากหลายธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น อย่างไรก็ตามคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจาก KTZ จะดีขึ้น QoQ ทรงตัว YoY จากรายได้ที่เกิดจาก IPO ซึ่งจะหนุนกำไรสุทธิของ XPG และคาดผลประกอบการตั้งแต่ 2Q65 จะปรับตัวขึ้นเป็นลำดับในทุกไตรมาส โดยเฉพาะในช่วงปลาย 2Q65 ที่ XPG จะมีรายได้จาก ICO Portal จาก TOKEN ดีลที่ 2 เข้ามา และใน 2H65 ที่ทุกธุรกิจเริ่มสร้างรายได้
  • เราคงประมาณการรายได้ของปีนี้ที่ 362 ล้านบาท (+143% YoY) และกำไรสุทธิที่ 285 ล้านบาท (+224% YoY) จากปัจจัยหนุนของรายได้จากธุรกิจ Digital Asset และกำไรสุทธิที่ได้ ส่วนแบ่งกำไรจาก KTZ หนุนประมาณ 248 ล้านบาท
  • ราคาหุ้นที่ผ่านมาถูกกดดันจากแนวโน้มการออกกฎควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรอการสรุป รวมถึงทิศทางของ Crypto currency ที่ราคาลดลงและผันผวนสูง เรามองว่าเมื่อธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มดำเนินงานได้ กฎเกณฑ์มีความชัดเจนรวมถึงแนวทางการออก Token เพิ่มในปีนี้ จะหนุนผลประกอบการด้านพื้นฐานให้แข็งแกร่งมากขึ้น
  • ความเสี่ยง : ข้อกำหนด บทกฎหมาย ของ Digital Asset ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคตและความไม่ชัดเจนของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มบน Token ซึ่งอาจมีผลต่อการเปลี่ยน funding กลับปสู่ Traditional เช่น REIT
  • เราประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2565 ที่ 4.50 บาท/หุ้น ด้วยวิธี PBV ที่ 3.7 เท่า ซึ่งเป็นระดับ PBV เฉลี่ยปี 2565 ของหุ้นที่มีลักษณะการทำธุรกิจที่คล้ายคลึง โดยเรามองว่าในปี 2565 คือช่วงต้นของ Growth Stage และการ Transform จากธุรกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ Trend ใหม่อย่าง Fintech และเราเชื่อว่าแม้ในปี 2565-2566 Valuation ดูมี Premium แต่เป็นการสะท้อน Cycle แรกของการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ และมอง XPG เป็นหุ้น proxy หนึ่งกลุ่ม Digital Asset ในปี 2565 และคาดว่าจะเริ่มกลับมาจ่ายปันผลได้ตั้งแต่ปี 2565 ไป
04/03/2022 SFT ก่อนไปคิดอะไร
  • ปี 2565 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างไร หลัง 4Q64 มีกำไรสุทธิ 13 ลบ. หดตัว 39%YoY และ 60%QoQ แย่กว่าคาด จากคำสั่งซื้อของลูกค้าชะลอลงจากกังวลสถานการณ์แพร่ระบาดของ Omicron และต้นทุนค่าระวางสูงขึ้นจากปัญหาขาดตู้คอนเทนเนอร์ จึงทำให้ยอดขายรวมทรงตัว YoY และหดตัว 10%QoQ นอกจากนี้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 23.8% หดตัวจาก 31.6% ใน 4Q63 และ 28.5% ใน 3Q64 หลังต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นและเกิดผลประหยัดต่อขนาดน้อยลงจากมีปริมาณผลิตลดลง กดดันปี 2564 มีกำไรสุทธิ 116 ลบ. โต 43%YoY ต่ำกว่าเราคาดไว้ที่ 132 ลบ. (-15%)

หลังไปได้อะไร

  • SFT ตั้งเป้ารายได้ปี 2565 เติบโตอย่างน้อย 15%YoY จากคำสั่งผลิตฉลากที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าเก่า โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มซึ่งคาดคำสั่งซื้อจะมากขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการมีแผนออกสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดในช่วง 2Q65 นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนหาลูกค้าใหม่ในตลาดจีนและญี่ปุ่นเพื่อจะได้ใช้เครื่องจักรที่มีอยู่ได้เต็มประสิทธิภาพ หลังตั้งแต่ มิ.ย. 64 ได้ติดตั้งเครื่องจักรระบบกราเวียร์ตัวที่ 5 ทำให้มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น 25% ส่วน Net Margin แม้มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนที่ 14.1% เพราะไม่ได้ปรับขึ้นราคาขายสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด แต่ยังคงตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 10%
  • โรงงานใหม่แห่งที่ 2 อยู่ระหว่างก่อสร้างเพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจใหม่ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ซึ่งคาดจะสร้างแล้วเสร็จใน 3Q65 และเริ่มติดตั้งเครื่องจักรพร้อมใช้เวลาทดลองเดินเครื่อง 2-3 เดือนกว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในช่วง 4Q65 โดยปีนี้ตั้งงบลงทุนไว้ราว 200 ลบ. สำหรับก่อสร้างและซื้อเครื่องจักรใหม่ ทั้งนี้โรงงานใหม่จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2566 ซึ่งมีแผนใช้กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นรองรับลูกค้าใหม่ในตลาดจีนและญี่ปุ่นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภค 

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • แม้ตั้งแต่ต้นปี 65 คำสั่งซื้อของลูกค้าจะกลับมาดีขึ้น แต่ต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่าง PET ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและ PVC ยังทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงจากปีก่อน ซึ่งแย่กว่าที่เราคาดการณ์ไว้เดิมและถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันศักยภาพทำกำไรปีนี้ให้ชะลอตัวลงจากปีก่อน ดังนั้นเพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวและยึดหลักระมัดระวัง เราจึงวปรับลดประมาณการ โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2565 SFT จะมีกำไรสุทธิ 113 ลบ. ทรงตัว YoY ก่อนจะกลับมาเติบโตสดใสอีกครั้ง 14%YoY ในปี 2566
  • แม้ SFT มีศักยภาพเติบโตในระยะยาวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการขยายฐานลูกค้า อีกทั้งเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 65 อยู่ที่หุ้นละ 6.40-6.70 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER กลุ่ม Packaging ที่ 25-26x เช่นเดิม) ยังมี Upside 18% และล่าสุดบริษัทประกาศจ่ายปันผลจากกำไรปี 64 หุ้นละ 0.23 บาท (XD 9 มี.ค.) คิดเป็น Div. Yield 1.3% แต่ 1H65 ผลกำไรมีโอกาสชะลอตัว YoY จากความเสี่ยงด้านต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งคาดจะกดดันการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้น ดังนั้นช่วงสั้นจึงแนะนำ “รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลง” โดยเทคนิคมีแนวรับ 5.00/5.20 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ต้นทุน PVC, PET ที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบกดดันต่อศักยภาพทำกำไร
03/03/2022 HTC ก่อนไปคิดอะไร
  • ผลประกอบการของปี 2564 รายได้ยังคงเติบโตที่ 1.4% YoY แต่ต้นทุนที่กดดันทำให้ Gross margin ลดลงจาก 41.8% ในปี 2563 เป็น 40.3% ในปี 2564 และกดดันกำไรสุทธิลดลง 6%

หลังไปได้อะไร

  • HTC ตั้งเป้ารายได้ปี 2565 เติบโต 5-7% YoY วางกลยุทธ์การออกสินค้าใหม่ในกลุ่มไม่มีน้ำตาล เช่น แฟนต้าและชเวปส์ รวมถึงการปรับขนาดในกลุ่ม home consumption เพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าและ vendor ใหม่ๆ รวมถึงช่องทาง e-commerce ในขณะที่การกระจายตัวของธุรกิจอื่น จะเริ่มเห็นโครงการที่อยู่อาศัยแห่งแรกที่หาดใหญ่เปิดตัวช่วง 2H65

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • HTC รายงานกำไรสุทธิของ 4Q64 ที่ 76 ล้านบาท (-11.1% YoY และ -39.1% QoQ) แม้รายได้ฟื้นตัวทั้ง YoY และ QoQ แต่มีแรงกดดันของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายของ SG&A ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะค่าการตลาด ดังนั้นปี 2564 รายได้รวมเท่ากับ 6,518 ล้านบาท (+1.4% YoY) ระดับ Gross Margin เท่ากับ 40.3% ลดลงจาก 41.8% ในปี 2563 จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและฐานของปี 2563 ที่มีส่วนลด one-time จากคู่ค้าซึ่งไม่เกิดขึ้นในปี 2564 กำไรสุทธิเท่ากับ 535 ล้านบาท (-5.5% YoY) อ่อนตัวกว่าที่เราคาดที่ 560 ล้านบาทไปประมาณ 4%
  • New Business ในปีนี้คือการขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่หาดใหญ่ คาดว่าจะเริ่มเปิด Presales ได้ในช่วง 2H65 นี้โดย Total Project value ประมาณ 300 ล้านบาทเป็นบ้านเดี่ยวขนาดเล็ก ราคาขายเฉลี่ยประมาณ 4 ล้านบาท ซึ่งเรามองว่าเป็น Good Opportunity และ HTC ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ปนะมาณ 30-40 ล้านบาท ที่ตั้งโครงการเป็นส่วนของสินทรัพย์เดิมของ HTC ทำให้คาดว่าต้นทุนที่ดินจะได้เปรียบคูแข่งได้
  • ปี 2565 คาดรายได้และยอดขายจะกลับมาฟื้นตัวแต่คาดจะเป็นลำดับจากแรงกดดันของเงินเฟ้อในช่วงต้นปี คงประมาณการรายได้ของปีนี้ที่ 6,830 ล้านบาท (+5% YoY) และปรับประมาณการ Gross margin ลดลงจากเดิมมที่ 41.2% เป็น 40.3% จากทิศทางต้นทุนเพิ่มขึ้นและส่วนเพิ่มของภาษีน้ำตาลปีนี้ประมาณ 25 ล้านบาท ดังนั้นคาดกำไรสุทธิเท่ากับ 562 ล้านบาท (+5% YoY)
  • ความเสี่ยง : ต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ทิศทางราคายังคงเป็นขาขึ้น เช่น น้ำตาล อะลูมิเนียม พลาสติก รวมไปถึงค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางราคาน้ำมัน และการเริ่มจ่ายภาษีน้ำตาลเฟส 3 ในเดือน ตุลาคมปีนี้
  • คงคำแนะนำ ซื้อ HTC ราคาเป้าหมายปี 2565 เท่ากับ 43 บาท/หุ้น ปรับลงจากเดิมที่ 45 บาท/หุ้น ด้วยเป้า PER ที่ 15 เท่าซึ่งเท่ากับเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีและเราชอบที่ HTC เป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอและให้ตอบแทนจากเงินปันผลสูง 5.5-6% ต่อปี โดยเราคาดเงินปันผลของ 2H64 ที่ 1.05 บาท/หุ้น และ HTC มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ระดับ DE Ratio ที่ 0.5 เท่า
01/03/2022 STARK ก่อนไปคิดอะไร
  • ผลดำเนินงานระยะถัดไปจะเป็นอย่างไร หลัง 4Q64 มีกำไรสุทธิ 908 ลบ. เติบโตเด่น 155%YoY แต่หากไม่รวมรายการพิเศษสุทธิ 169 ลบ. มีกำไรปกติ 739 ลบ. เติบโต 386%YoY จากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 50%YoY หลักๆ มาจากรายได้ขายสายไฟฟ้าในไทยและเวียดนามที่มีการส่งมอบตามแผน อีกทั้งยังมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 21.3% ดีกว่า 15.4% ใน 4Q63 และ 19.4% ใน 3Q64 หลังมีสัดส่วนรายได้สินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงอย่าง MV-EHV เพิ่มขึ้น และเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีอัตราใช้กำลังผลิตสูงขึ้น จึงทำให้ปี 2564 STARK มีกำไรปกติ 2,611 ลบ. เติบโต 159%YoY ดีเกินคาด

หลังไปได้อะไร

  • STARK ตั้งเป้าปี 2565 มีรายได้รวมอยู่ที่ 3.0-3.25 หมื่นลบ. เติบโต 10-20%YoY และมี EBITDA Margin อยู่ที่ 20-21% ปัจจัยหนุนจะมาจากแผนเพิ่มกำลังผลิตสายไฟทั้งในไทยและเวียดนามเพื่อรองรับดีมานด์สายไฟที่เพิ่มขึ้นในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ EV รวมทั้งเตรียมรุกตลาดสินค้ามาร์ จิ้นสูงอย่าง Medium to Extra High Voltage Cables (MV-EHV) และขยายตลาดส่งออกจากเดิม 42 ประเทศเป็น 50 ประเทศ อีกทั้งมีแผนขยายช่องทางจัดจำหน่ายสายไฟสำหรับกลุ่ม B2C และเพิ่มอัตราใช้กำลังผลิตที่เวียดนามซึ่งมีต้นทุนผลิตต่ำกว่าในไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
  • แม้ขณะนี้บริษัทมี Backlog อยู่ 12,329 ลบ. แบ่งเป็นในไทย 8,211 ลบ. และเวียดนาม 4,118 ลบ. แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลประมูลงาน High Potential ในไทยและเวียดนามอีกจำนวนมากทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐและโครงการภาคเอกชน อีกทั้งมีแผนผลิตสินค้าใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูงเพื่อหนุนกำไรในระยะยาว อาทิ สายเคเบิลใต้น้ำและระบบสายส่งกระแสตรงแรงดันสูงซึ่งคาดดำเนิน การเชิงพาณิชย์ในปี 2566 ขณะที่เวลาถัดไปจะเป็นสายเคเบิ้ลลอยน้ำและสายเคเบิลใต้ดินแรงดันสูง

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เพื่อสะท้อนความต้องการใช้สายไฟฟ้าและสายเคเบิลในไทยและเวียดนามที่ขยายตัวดีเกินคาด จากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐและการลงทุนของเอกชน (EEC, EV, Power Plant, อสังหาฯ) ที่มีเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ บวกกับ บริษัทมีแผนขยายตลาดส่งออกและเน้นขยายตลาดสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงซึ่งคาดหนุนศักยภาพทำกำไรให้ปรับตัวดีขึ้น เราจึงปรับเพิ่มประมาณการ โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2565 STARK มีกำไรปกติ 2,925 ลบ. เติบโต 12%YoY
  • เรามอง STARK มีศักยภาพเติบโตในระยะยาวและเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่คาดได้อานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของธุรกิจ New S-Curve (EV, Digital) อีกทั้งเมื่อเราได้ประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 2565 อยู่ที่ 5.90-6.10 บาท (อิง PER 24-25x เช่นเดิม) พบว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside น่าสนใจเกิน 25% จึงคงแนะนำ “ซื้อ” โดยเทคนิคมีแนวรับ 4.58/4.48 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การเลื่อนแผนลงทุนโครงการภาครัฐและเอกชน, บาทอ่อนกระทบต่อต้นทุน
25/02/2022 WICE ก่อนไปคิดอะไร
  • ปี 2565 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างไร หลัง 4Q64 ทำกำไรสุทธินิวไฮต่อเป็นไตรมาสที่ 8 ที่ 180 ลบ. เติบโต 204%YoY แรงหนุนจากรายได้รวมเพิ่มขึ้น 69%YoY ตามการเติบโตในธุรกิจ Sea freight +490%YoY, ขนส่งบกข้ามแดน (CBS) +48%YoY และ Supply Chain Solutions +11%YoY หลังมีดีมานด์และค่าระวางสูงขึ้น ขณะที่ Air freight -35%YoY จากฐานปีก่อนสูงเพราะทำ Charter Flight จำนวนมาก อีกทั้งยังคุมต้นทุนได้ดีและเกิดผลประหยัดต่อขนาด ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 15.5% หนุนให้ปี 64 มีกำไรสุทธิ 536 ลบ. โต 166%YoY ดีเกินคาด

หลังไปได้อะไร

  • WICE ตั้งเป้ารายได้ปี 2565 เติบโต 20%YoY สู่ระดับ 9 พันลบ. ปัจจัยหนุนาจากดีมานด์ในทุกธุรกิจที่ยังเติบโตดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน) ส่วนค่าระวางคาดยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงจนถึงกลางปีนี้ เนื่องจากยังมีปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนและ Congestion ในท่าเรือ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขยายธุรกิจและกำลังให้บริการ เช่น ตั้งแต่ต้นปีเริ่มให้บริการขนส่งทางรถไฟ (เส้นทางลาว จีน) เพื่อเป็นทางเลือกการขนส่งให้กับลูกค้า และตั้งแต่ 2Q65 เตรียมเปิดคลังสินค้าใหม่อีก 2 หมื่นตร.ม. รองรับลูกค้ากลุ่มค้าปลีกใน กทม.และปริมณฑล
  • บริษัทจะบริหารเครือข่ายโลจิสติกส์ในมือให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อทำให้ศักยภาพทำกำไรยังอยู่ในทิศทางดีขึ้น โดยมี Net Margin ไม่ต่ำกว่า 6% อีกทั้งยังมีแผนนำ บ.ร่วมทุน ETL ซึ่งดำเนินธุรกิจ CBS (ถือ 51%) เข้าจดทะเบียนใน ตลท. ซึ่งคาดจะเสนอขายหุ้น IPO ได้ใน 4Q65 เพื่อนำเงินทุนมาใช้ขยายกำลังให้บริการรับดีมานด์ที่เติบโตในเส้นทางสิงค์โปร์ มาเลเซีย ไทย และจีน (หุ้น IPO ที่จะเสนอขายมีแผนจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ WICE ในสัดส่วนไม่เกิน 20% ของจำนวนหุ้น IPO)

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เพื่อสะท้อนดีมานด์และค่าระวางที่ดีเกินคาด อีกทั้งบริษัทยังจะรับรู้ผลการขยายการให้บริการขนส่งทางรถไฟ (คาดเพิ่มกาสรับงานและหนุนให้ธุรกิจ CBS เติบโตดีต่อเนื่อง) และการเปิดคลังสินค้าใหม่ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งยังไม่รวมในประมาณการเดิม ดังนั้นเราจึงวมีการปรับเพิ่มประมาณการ โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2565 WICE จะมีกำไรสุทธิ 615 ลบ. เติบโต 15%YoY
  • แม้เราชอบ WICE ซึ่งมีจุดแข็งในการให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรและมีเครือข่ายรองรับทุกประเทศการค้าสำคัญ ทำให้คาดผลการดำเนินงานยังมีศักยภาพเติบโตได้ในระยะยาว แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับขึ้นมาแรงสะท้อนผลกำไรที่เติบโตก้าวกระโดด และยังปรับขึ้น 400% นับจากที่เราออกบทวิเคราะห์ซื้อครั้งแรกแล้ว (3 ส.ค. 63) ขณะที่ปีนี้คาดกำไรจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงและภายใต้กรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 65 ที่อยู่หุ้นละ 19.80-20.80 บาท (อิง PER 21-22x) พบ Upside เริ่มไม่จูงใจให้ซื้อลงทุนเพิ่มในช่วงสั้นนี้ ดังนั้นจึงขอปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือเพื่อรับปันผล” โดยบริษัทประกาศจ่ายปันผลจากกำไรปี 64 หุ้นละ 0.23 บาท (XD 9 มี.ค.) คิดเป็น Div. Yield 1.3% และรอรับสิทธิจัดสรรหุ้น IPO ของ บ. ร่วมทุน ETL ที่คาดเสนอขาย ตลท. ใน 4Q65
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ สงครามการค้าจีน-สหรัฐ, ความผันผวนของค่าระวางซึ่งเป็นต้นทุนหลัก
24/02/2022 III ก่อนไปคิดอะไร
  • ปี 2565 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างไร หลัง 4Q64 มีกำไรสุทธิ 114 ลบ. เติบโต 136%YoY และ 14%QoQ ทั้งนี้การเติบโต YoY มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 105%YoY ตามการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ (Air freight +86%YoY, Sea freight +156%YoY, Logistics +364%YoY, Chemical +39%) หลังมีดีมานด์และค่าระวางทรงตัวในระดับสูง อีกทั้งยังรับรู้การเพิ่มขึ้นของกำลังให้บริการ นอกจากนี้ส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วมฯ ยังอยู่ที่ 77 ลบ. เพิ่มจาก 4Q63 ที่มี 50 ลบ. จึงหนุนให้ปี 2564 สร้างสถิติกำไรสุทธินิวไฮ 377 ลบ. เติบโต 132%YoY ดีกว่าที่เราคาด 344 ลบ. หรือ +9.6%

หลังไปได้อะไร

  • III ยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตปีละ 25-30% จากทั้ง Organic (15-20%) และ Inorganic (M&A) ซึ่งในส่วน Organic คาดยังเติบโตดีทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดย Air freight คาดมีพื้นที่ระวางสินค้าเพิ่มขึ้นหลังสายการบินต่างๆ ทยอยเปิดบริการเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 2Q65, Sea freight คาดค่าระวางยังทรงตัวสูงใน 1H65 จากปัญหาขาดแคลนตู้, Logistics จะรับรู้รายได้เต็มปีจากขยายคลังสินค้าให้ลูกค้า E-Commerce และสินค้า high Value ซึ่งเปิดบริการอีก 1.5 พันตร.ม. (+50%) ตั้งแต่ พ.ย. 64 และ Chemical มีแผนขยายคลังสินค้าเคมีภัณฑ์เพิ่ม 2 พันตร.ม. ในต้นปีนี้
  • นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดธุรกิจเพื่อผลักดันการเติบโตและก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลจิสติกส์ในภูมิภาค เช่นล่าสุดได้เริ่มการให้บริการขนส่งสินค้าทางรางในประเทศตั้งแต่ปลายปี 64 และระหว่างประเทศ (เส้นทางไทย ลาว) คาดเริ่ม 2Q65 ขณะเดียวกันยังมีแผนนำบ.ย่อย ANI (ถือ 50.1%) เพื่อเสนอขาย IPO ใน 4Q65 ซึ่งหุ้น IPO ที่จะเสนอขายนั้นส่วนหนึ่งจะจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ III ด้วย

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เพื่อสะท้อนดีมานด์ขนส่งและส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วมฯ (ANI, ECU, CKT, DPGS, Shipsmile) ที่โตดีเกินคาดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเพิ่มกำลังบริการ 5เช่นปี 64 Shipsmile (ถือ 43% และปี 64 รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 12 ลบ.) ซึ่งทำธุรกิจแฟรนไชส์ขนส่งพัสดุได้ขยายสาขาเป็น 4.5 พันสาขา (สูงกว่าเป้าที่ 3 พันสาขา) และปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 9 พันสาขา ซึ่งเกินกว่าคาด เราจึงปรับเพิ่มประมาณการ โดยปี 65 คาด III มีกำไรสุทธิ 416 ลบ. เติบโต 10.2%YoY ซึ่งยังไม่รวมขนส่งทางราง
  • แม้ III จะมีศักยภาพเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงกว่า 39% นับจากที่เราออกบทวิเคราะห์แนะนำซื้อ (16 ก.ย. 64) ซึ่งมองสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว อีกทั้งปัจจุบันยังมี Upside จำกัดจากกรอบราคาเป้าหมายใหม่ปี 65 ที่หุ้นละ 16.30-17.50 บาท บน PER ย้อนหลัง 3 ปีล่าสุดที่ 28-30x และ EPS อิงจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากใช้สิทธิแปลงสภาพ III-W1 ซึ่งมี 141 ล้านหน่วย (กำหนดใช้สิทธิเท่ากัน 3 ครั้งที่เหลือ) ดังนั้นช่วงสั้นจึงปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” เพื่อรับปันผล โดยบริษัทประกาศจ่ายปันผลจากกำไร 2H64 หุ้นละ 0.30 บาท (XD 26 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield 1.9% และรอ Upside จากธุรกิจขนส่งทางรางและ M&A ที่คาดได้ข้อสรุปชัดเจนขึ้นในปีนี้ 
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ การพึ่งพิงคู่ค้าและลูกค้ารายใหญ่, ความผันผวนของค่าระวาง (ต้นทุนหลัก)
24/02/2022 TNP ก่อนไปคิดอะไร
  • ปี 2565 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างไร หลัง 4Q64 มีกำไรสุทธิ 53 ลบ. เติบโต 21%YoY (เติบโต 41%QoQ ตามผลฤดูกาล) แรงหนุนจากยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น 12%YoY ตามการขยายตัวของยอดขายสาขาเดิม 0.5%YoY เพราะได้อานิสงส์มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อีกทั้งยังรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น 6 แห่งจาก 4Q63 นอกจากนี้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 17.4% จาก 16.6% ใน 4Q63 หลังมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าสูงขึ้นและเกิดผลประหยัดต่อขนาด จึงทำให้ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 192 ลบ. เติบโต 43.5%YoY ใกล้เคียงกับที่เราคาดไว้ที่ 186 ลบ. 

หลังไปได้อะไร

  • จากการสัมภาษณ์คุณพิทยา จิตมาเส ผอ. ฝ่ายบัญชีและการเงิน TNP เผยว่าปี 2565 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตอย่างน้อย 10%YoY ปัจจัยหนุนหลักจะมาจากการรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ โดยจะมีการรับรู้ยอดขายเต็มปีของ 6 สาขาใหม่ที่เปิดในปี 2564 และรับรู้ยอดขายบางส่วนจากแผนเปิดสาขาใหม่ปีนี้อีก 6 สาขา (ที่ตั้งยังอยู่ใน 3 จังหวัดใหญ่ของภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา เชียงใหม่) ซึ่งจะทยอยเปิดใน 2Q-4Q65 จำนวน 2 สาขาต่อไตรมาส ด้วยงบลงทุน 160 ลบ. หนุนให้สิ้นปีนี้มีสาขา 44 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 38 สาขา (เชียงราย 30 สาขา พะเยา 5 สาขา เชียงใหม่ 3 สาขา)
  • เมื่อต้นปีนี้บริษัทมีแผนขยายธุรกิจเพื่อผลักดันการเติบโตด้วยการจับมือกับ Flash Express เปิดจุดส่งพัสดุ (Drop Off) ในทั้งหมด 38 สาขาที่มีอยู่ ซึ่งแม้จะสร้างรายได้ไม่มากนักแต่คาดจะช่วยเพิ่มลูกค้าเข้ามาในร้านค้าได้ดีขึ้น อีกทั้งตั้งแต่ 2Q65 ยังมีแผนขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ อาทิ Shopee, Lazada หลังพฤติกรรมซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปหลังเกิด COVID-19

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • ราคาดปี 2565 ยอดขายสาขาเดิมชะลอหรือทำได้ดีสุดแค่ทรงตัว YoY หลังได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐลดลง อย่างไรก็ดี ผลจากการรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มต่อเนื่อง คาดยังช่วยหนุนยอดขายรวมเติบโตได้ 10%YoY เมื่อบวกกับ การมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าสูงขึ้นและเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีแผนจัดจำหน่ายสินค้าใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูง จึงคาดปี 2565 TNP จะมีกำไรสุทธิ 213 ลบ. เติบโต 11%YoY ตามประมาณการเดิมได้
  • แม้เราชอบ TNP ซึ่งเป็นหุ้นค้าปลีกขนาดเล็กที่กำไรยังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว และมีฐานะการเงินแกร่ง (Net Cash 97 ลบ.) อีกทั้งบริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไร 2H64 หุ้นละ 0.05 บาท (XD 10 มี.ค.) คิดเป็น Div. Yield 1% และเราประเมินกรอบราคาเป้าหมายปี 2565 ที่หุ้นละ 6.10-6.70 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER 3 ปีย้อนหลังที่ 23-25x) ยังมี Upside เกิน 15% แต่ช่วงสั้นมองราคาหุ้นมีโอกาสชะลอตัว หลังกำไร 1Q65 มีแนวโน้มลดลง YoY จากฐานปีก่อนสูง โดยมี SSS 1Q64 เติบโต 25%YoY หลังรัฐให้เงินผู้ถือบัตรสวัสดิการเดือนละ 500 บาทและคนละครึ่งเฟส 2 ที่ 3,500 บาทต่อคน เทียบกับ 1Q65 รัฐให้เงินผู้ถือบัตรสวัสดิการเดือนละ 400-500 บาท และคนละครึ่งเฟส 4 ที่ 1,200 บาทต่อคน ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว”
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อแย่กว่าคาด, แผนขยายสาขาต่ำกว่าคาด
23/02/2022 NYT ก่อนไปคิดอะไร
  • ปี 2565 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างไร หลัง 4Q64 มีกำไรสุทธิ 61 ลบ. หดตัว 33%YoY แต่ยังโต 60%QoQ โดยแม้รายได้บริการเพิ่มขึ้น 19.8%YoY และ 23.5%QoQ จากรายได้ให้บริการท่าเทียบเรือที่เพิ่มขึ้น 17%YoY และ 32%QoQ สอดคล้องกับยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในไทยที่เพิ่มขึ้น 31%YoY และ 38%QoQ แต่ถูกหักล้างด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น 48%YoY และ 30%QoQ จากรับรู้ต้นทุนธุรกิจใหม่ของ บ.ย่อย ซีฮอร์สเฟอร์รี่ ที่ดำเนินธุรกิจขนส่งรถยนต์และผู้โดยสารทางทะเล ซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายและเพิ่งเริ่มทดลองเดินเรือเมื่อ ธ.ค. 64 ทำให้ยังต้องรับรู้ผลขาดทุน จึงกดดันให้ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 243 ลบ. เติบโต 6.2%YoY (ต่ำกว่าเราคาดไว้ 4.4% ที่ 254 ลบ.) 

หลังไปได้อะไร

  • NYT ยังเป็นผู้นำให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อส่งออกและนำเข้ารถยนต์ของไทย สะท้อนได้จากปี 2564 มีปริมาณรถยนต์ผ่านท่าเทียบเรือหลัก A5 ของ NYT ราว 8.75 แสนคัน เติบโต 30.5%YoY สอดคล้องกับยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของไทยที่เติบโต 30.4%YoY สู่ระดับ 9.59 แสนคัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% ซึ่งในปี 2565 NYT ได้ตั้งเป้ารายได้เติบโตต่อเนื่องอีก 5-10%YoY หลังมองรายได้บริการท่าเทียบเรือจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและอุตสาหกรรมยานยนต์ 
  • ส่วนรายได้คลังสินค้าคาดยังโต 2-3%YoY หลังมีลูกค้าใหม่มาใช้บริการจนอัตราใช้พื้นที่คลังสินค้าเกือบเต็ม 100% และมีการปรับขึ้นค่าเช่าเฉลี่ย 10% ทุก 3 ปี ขณะที่ธุรกิจใหม่ของ ซีฮอร์สเฟอร์รี่เป็นการเดินเรือเชื่อมต่อทะเลใต้และ EEC (ท่าเรือสัตหีบกับท่าเรือสวัสดิ์ สงขลา) เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับขนส่งสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการและการเดินทางท่องเที่ยวของผู้โดยสาร ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างทดลองเดินเรือ (รอกำหนดวัน Grand Opening) และคาดจะเข้าสู่จุดคุ้มทุนได้ในช่วง 2H65

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • แม้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะออสเตรเลียซึ่งมีอุปสงค์รถยนต์เพิ่มขึ้นเด่น และปัญหาขาดแคลนชิปคลี่คลาย ทำให้รัฐและเอกชนตั้งเป้าส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้น โดยปี 2565 ส.อ.ท. และโตโยต้าตั้งเป้าส่งออกรถยนต์ 1 ล้านคัน (+4.5%YoY) และ 3.71 แสนคัน (+27.2%YoY) อีกทั้งรัฐยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริม EV Car ซึ่งส่งผลบวกตรงต่อ NYT แต่เพื่อสะท้อนต้นทุนธุรกิจใหม่ซีฮอร์สเฟอร์รี่ซึ่งคาดต้องแบกขาดทุนในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจและยังไม่อยู่ในประมาณการ เราจึงปรับลดประมาณการลง โดยคาดปี 2565 NYT มีกำไรสุทธิ 295 ลบ. เติบโต 21%YoY
  • แม้ภาพรวมกำไรยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นและมีศักยภาพจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยล่าสุด NYT ประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2564 ที่หุ้นละ 0.16 บาท (XD 5 พ.ค.) คิดเป็น Div. Yield 3.5% แต่เรากังวลการรับรู้ผลขาดทุนในธุรกิจใหม่จะกดดันกำไร 1H65 ลดลง YoY บวกกับ ประเมินกรอบราคาเป้าหมายใหม่อยู่ทีหุ้นละ 4.80-5.00 บาท (อิงค่าเฉลี่ย PER 20-21x ซึ่งเป็นช่วงปีก่อนเกิด COVID-19) พบมี Upside ไม่ถึง 10% จึงปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือรับปันผลและรอกำไรฟื้นตัวใน 2H65”
  • ความเสี่ยงสำคัญ : ปัญหาขาดแคลนชิปส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์, ศก. คู่ค้าชะลอ, กระแสตอบรับในธุรกิจใหม่ของบ. ย่อย ซีฮอร์สเฟอร์
22/02/2022 NER ก่อนไปคิดอะไร
  • ปี 65 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างไร หลัง 4Q64 มีกำไรสุทธิ 605 ลบ. แต่หากไม่รวมรายการพิเศษสุทธิราว 57 ลบ. จะมีกำไรปกติ 547 ลบ. เติบโต 49%YoY ดีกว่าเราคาด โดยแม้ยอดขายลดลง 5.4%YoY หลังปัญหาการขนส่งทำให้เลื่อนส่งมอบยางล่าช้าไปใน 1Q65 ทำให้มีปริมาณขาย 1.07 แสนตัน หดตัว 14.5%YoY ส่วนราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 52.5 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้น 3%YoY แต่อย่างไรก็ดีด้วยการบริหารต้นทุนที่ดีและเกิดผลประหยัดต่อขนาด ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นทำนิวไฮที่ 14.4% ดีเกินคาด ซึ่งช่วยหนุนให้ทั้งปี 64 NER มีกำไรสุทธิ 1,850 ลบ. เติบโตเด่น 115.5%YoY

หลังไปได้อะไร

  • NER ตั้งเป้ารายได้รวมปี 65 ไว้ที่ 2.80 หมื่นลบ. เติบโตราว 15%YoY แรงหนุนหลักจากปริมาณขายยางพาราที่ 5.0 แสนตัน เพิ่มขึ้น 10.5%YoY หลังดีมานด์ยางพารายังเติบโตดีตามการฟื้นตัวของ ศก. อีกทั้งบริษัทยังมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นทำให้รองรับดีมานด์ที่เติบโตได้ (ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 5.1 แสนตัน) ส่วนราคาขายเฉลี่ยมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง หลังตั้งแต่ปลายปีก่อนพบโรคใบร่วงขนิดใหม่ของยางพาราระบาดในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนล่างซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานยางพารา ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นคาดจะบริหารให้ไม่ต่ำกว่าระดับ 10-12%
  • นอกจากนี้ปี 65 NER ยังมีแผนเพิ่มสินค้าใหม่แผ่นปูรองนอนวัวเพื่อเพิ่มศักยภาพทำกำไร โดยปีนี้ตั้งเป้ามียอดขาย 500 ลบ. (ยังไม่รวมในประมาณการของบริษัทและของเรา) และคาดมี Net Margin ราว 20% ดีกว่าธุรกิจขายยางซึ่งมีมาร์จิ้น 4-7% ทั้งนี้การติดตั้งเครื่องจักรได้เลื่อนจากแผนเดิม ก.พ. 65 ออกไป 1-2 ไตรมาส หลังมีปัญหาเรื่องการขนส่ง อย่างไรก็ดีบริษัทตั้งเป้าปี 65 จะมีปริมาณขายแผ่นปูรองนอนวันที่ราว 2 แสนแผ่น และเพิ่มเป็น 7.55 แสนแผ่นในปี 67 (คืนทุน 2 ปี 8 เดือน)

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • เราปรับเพิ่มประมาณการปี 65 จากเดิมราว 13% เพื่อสะท้อนดีมานด์ยางที่โตดีเกินคาด โดยเฉพาะจากกลุ่มยานยนต์ซึ่งถึงเวลาเปลี่ยนรอบรถยนต์และกระแสโลกได้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ราคายางยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง โดยประมาณการใหม่คาดปี 2565 NER มีกำไรสุทธิ 2.09 พันลบ. เติบโต 13%YoY ทั้งนี้ 1Q65 คาดกำไรเติบโต YoY ตามปริมาณการขายและกำลังการผลิตยางที่เพิ่มขึ้น แต่จะอ่อนตัวลง QoQ จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ชะลอตัวลงหลังมีต้นทุนยางเฉลี่ยสูงขึ้น
  • จากทิศทางกำไรที่สดใสและราคาหุ้นมี Upside เกิน 20% จากกรอบราคาเป้าหมายใหม่ซึ่งอยู่ที่หุ้นละ 9.00-10.20 บาท (อิง PER 8-9x) รวมทั้งล่าสุดบริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไร 2H64 อีกหุ้นละ 0.36 บาท (XD 19 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield 4.8% ดังนั้นเราจึงคงแนะนำ “หาจังหวะซื้อแต่ไม่ไล่ราคา” โดยเทคนิคมีแนวรับที่ 7.30/7.15 บาท
  • ความเสี่ยงสำคัญ คือ ความผันผวนของราคายางพารา, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบาทแข็งค่า
22/02/2022 SNNP ก่อนไปคิดอะไร
  • 4Q64 รายงานดีกว่าคาดเล็กน้อย คาดแนวโน้มทิศทางการเติบโตต่อเนื่องในปี 2565 และมีการจัดตั้งบริษัทย่อยในอินโดนีเซียเพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าในปี 2566 เป็นต้นไป

หลังไปได้อะไร

  • การขยายการลงทุนเพิ่มทั้งโรงงานใหม่ในประเทศอินโดนีเซียและขยายธุรกิจไปในกลุ่มเสริมอาหาร

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • รายได้ของ 4Q64 ที่ 1,210 ล้านบาท (-3% YoY แต่ +23.8% QoQ) ใกล้เคียงกับคาดที่ 1,167 ล้านบาทยอดขายในประเทศได้แรงหนุนจากการเปิดตัวของสินค้าใหม่คือ Jele Chewy และยอดขายต่างประเทศที่ฟื้นตัวเด่นกว่า 86% QoQ และ 25% QoQ ระดับ Gross Margin ดีขึ้นท่ากับ 28.1% ดีกว่าที่เราคาดที่ 26.3% จากการปรับปริมาตรของสินค้าใหม่แม้ไม่ปรับราคาขาย ดังนั้นกำไรสุทธิของ 4Q64 รายงานที่ 121 ล้านบาท (+228% YoY และ +96% QoQ) สูงกว่าที่เราคาดไว้ที่ 107 ล้านบาท ปี 2564 รายได้รวม 4,358 ล้านบาท (-1% YoY) ตามคาดกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติที่ 308 ล้านบาท (+229% YoY) และกำไรสุทธิเท่ากับ 437 ล้านบาท (+366% YoY) สูงกว่าที่เราคาด 4%
  • เปิดตัวธุรกิจ Supplement : SNNP วางแผนขยายธุรกิจกลุ่มเสริมอาหาร คาดเริ่มจำหน่ายสินค้าได้ใน 2H65 เบื้องต้นเราประเมินยอดขาย 200 ล้านบาทในปีนี้ซึ่งเป็นปัจจัยเพิ่ม Upside ให้กับประมาณการและหากตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องในปี 2566 ซึ่งเต็มปีฐานจะเห็น upside ที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหากเราเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ Gross Margin ที่ 50-55% และ Net Margin ที่ 20-22% คาดเห็นส่วนเพิ่มช่อง EPS ปีนี้ 0.05 บาท/หุ้น และ 0.10 บาท/หุ้น
  • คงประมาณการปี 2565 : คาดรายได้ของปี 2565 เติบโตต่อเนื่องที่ 15% เท่ากับ 4,992 ล้านบาทสินค้าใหม่เริ่มเห็นส่วนของ Snack และ Beverage ในกลุ่มใบกัญชาและสกัดกัญชงต่อเนื่อง โดยคาดการเติบโตของยอดขายในประเทศที่ 13% ต่างประเทศที่ 35% โรงงานในประเทศเวียดนามคาดเริ่มผลิตส่วนของเฟสที่ 1 ช่วง 2H65 เป็นต้นไป ส่วนของบริษัทร่วมคือ สิริโปร คาดเริ่มเห็นเป็นกำไร ดังนั้นเราคาดกำไรสุทธิของปีนี้ที่ 465 ล้านบาท (+6% YoY)
  • ขยายการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย : SNNP ประกาศจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศอินโดนีเซียภายใต้เครื่องหมายฮาลาล โดยคาดว่าจะสามารถติดตั้งเครื่องจักรและเริ่มผลิตได้เร็วสุดปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปี 2566 เริ่มผลิตและจำหน่ายสินค้าในกลุ่ม Jele โดยคาดรายได้จากประเทศอินโดนีเซียประมาณ 60 ล้านบาท/ปี 
  • แนะนำ ทยอยสะสม เราปรับฐาน PER จากเดิมที่ 26 เท่ามาสู่ 31 เท่าสะท้อนระดับเดียวกับกลุ่มและการเติบโตที่เริ่มมีเสถียรภาพต่อเนื่อง ราคาเป้าที่เรารวมธุรกิจใหม่ปี 2565 เท่ากับ 16.30 บาท/หุ้น และราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 19.40 บาท/หุ้น
21/01/2022 SNNP ก่อนไปคิดอะไร
  • ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น SNNP ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 50% เรามองว่า priced in การฟื้นตัวและทิศทางผลประกอบการของ 4Q64 ที่มีแนวโน้มดีกว่าคาดเล็กน้อยจากยอดขายของสินค้าใหม่และระดับ Gross Margin ที่ดีขึ้น

หลังไปได้อะไร

  • การฟื้นตัวของยอดขายใน 4Q64 ทำได้ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ และปี 2565 ตั้งเป้าการเติบโตต่อเนื่องและมีโอกาสแตกไลน์ธุรกิจใหม่

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • ปรับประมาณการปี 2564 ขึ้น 4% : คงประมาณการรายได้ของปี 2564 ที่ 4,315 ล้านบาท (-2.3% YoY) คาดรายได้ 4Q64 ที่ 1,167 ล้านบาท (-6.4% YoY แต่ +19.4% QoQ) เติบโตจากยอดขายภายในประเทศ 10% QoQ ต่างประเทศ 70% QoQ โดยเฉพาะจากเวียดนามและกัมพูชา ระดับ Gross Margin คาดที่ 26.3% ดีขึ้น YoY และ QoQ จาก Economy of scale และสินค้าใหม่อย่าง Jele Chewy ที่มี GP สูง อย่างไรก็ตามเราปรับลด SG&A ลงจาก 18% เป็น 15.4% ทำให้กำไรสุทธิของปี 2564 เพิ่มขึ้นจากเดิม 4% เท่ากับ 423 ล้านบาท (+331% YoY) คาดกำไรสุทธิ 4Q64 ที่ 107 ล้านบาท (+190% YoY และ +74% QoQ)
  • คงประมาณการปี 2565 : คาดรายได้ของปี 2565 เติบโตต่อเนื่องที่ 16% เท่ากับ 4,992 ล้านบาท โดยสินค้าใหม่ในปีนี้จะเริ่มเห็นส่วนของ Snack ในกลุ่มใบกัญชาและสกัดกัญชงต่อเนื่อง โดยคาดการเติบโตของยอดขายในประเทศที่ 13% ต่างประเทศที่ 35% โรงงานในประเทศเวียดนามคาดเริ่มผลิตส่วนของเฟสที่ 1 ช่วง 2H65 เป็นต้นไป และโรงงานกัมพูชากลับมามี Utilization rate ที่ประมาณ 40-45% จากปีก่อนที่ 10% ระดับ gross margin คาดดีขึ้นจาก Economy of scale และการทำปรับปริมาตรสินค้าบางรายการ และส่วนของบริษัทร่วมคือ สิริโปร คาดเริ่มเห็นเป็นกำไร ดังนั้นเราคาดกำไรสุทธิของปีนี้ที่ 465 ล้านบาท (+10% YoY)
  • คาดเห็นธุรกิจ Supplement ใน 2H65 เป็นต้นไป : เราคาดว่ามีโอกาสที่ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเห็นความร่วมมือและการขยายธุรกิจไปในกลุ่มเสริมอาหารของ SNNP และหากสามารถมียอดขายเกิดขึ้นใน 2H65 นี้ประมาณ 200 ล้านบาท จะเป็นปัจจัยเพิ่ม Upside ให้กับประมาณการและหากตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องในปี 2566 ซึ่งเต็มปีฐานจะเห็น upside ที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหากเราเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ Gross Margin ที่ 50-55% และ Net Margin ที่ 20-22% คาดเห็นส่วนเพิ่มชอง EPS ปีนี้ 0.05 บาท/หุ้น และ 0.10 บาท/หุ้น
  • แนะนำ รอราคาอ่อนตัว เราประเมินว่าราคาหุ้น SNNP ปรับเพิ่มสะท้อนประเด็นบวกของ core business ไปมากพอควร ขณะที่ธุรกิจใหม่หากทำได้สำเร็จ มีโอกาสเพิ่มมูลค่า 1.30 บาท/หุ้นในปีนี้และ 2.60 บาท/หุ้นในปี 2566 ดังนั้นหากมองที่มูลค่าของธุรกิจปัจจุบันเราคงราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 13.60 บาท/หุ้น บน PER ที่ 25.5 เท่าและบนการรวมธุรกิจใหม่ราคาเท่ากับ 16.20 บาท/หุ้น ซึ่งเรารอแผนและเป้าที่ชัดเจนในช่วงปลาย 2Q65 นี้อีกครั้ง