Wealth Company Update

14/08/2019 DOD - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- 2Q62 DOD รายงานกำไรสุทธิ 18 ลบ. แต่หากไม่รวมผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจาก Fx (เนื่องจากมีเงินลงทุนในสิงคโปร์ 200 ลบ.) 6.6 ลบ. พบว่ามีกำไรปกติ 24 ลบ. ตรงตามที่เราคาด โดยหดตัว 40.7%QoQ ( หดตัว 78.2%YoY จากฐานปีก่อนที่สูง) โดยแม้ยอดขายเติบโต 5.9%QoQ แต่ถูกหักล้างหมดด้วยต้นทุนขายและSG&A ที่สูงขึ้น 20%QoQ และ42%QoQ ตามลำดับ หลัก ๆ มาจากการรับรู้ต้นทุนค่าใช้จ่ายของบ.ย่อย PCCA (M&A ม.ค. 62) และอัลทิมาไลฟ์ (จัดตั้ง ก.พ.62)
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เรามอง DOD ผ่านจุดต่าสุดของกำไรปีนี้ไปแล้ว และตั้งแต่ 3Q62 คาดกำไรจะพลิกเติบโตเด่นทั้ง QoQ และYoY หลังบริษัทกำลังเร่งผลิตสินค้าอาหารเสริมและเครื่องสาอางให้แก่ลูกค้าภายนอกหลายร้าย รวมไปถึงคำสั่งผลิต่อาหารเสริมจาก บ. ย่อย อัลทิมาไลฟ์ (ถือ 80%) ซึ่งเริ่มดำเนินธุรกิจขายตรงตั้งแต่ปลาย มิ.ย. 62 ซึ่งมีออเดอร์อยู่ราว 300 ลบ. และจะรับรู้เป็นยอดขายไปถึงสิ้นปีนี้ ส่งผลให้ปี 2562 เรายังคงคาด DOD จะมีกำไรสุทธิ 320 ลบ. เติบโต 5%YoY ตามประมาณการเดิม
- เตรียมปรับโครงสร้างเพื่อลุยขยายธุรกิจัดนการเติบโตในระยะยาว โดยล่าสุดแจ้งจัดตั้งบ.ย่อย สยามเฮอเบิลเทค (ถือ 100%) เพื่อความคล่องตัวในการบริหารโรงสกัดวัตถุดิบจากสมุนไพรแห่งที่ 2 รวมทั้งการขอ BOI ( เดิมบริหารภายใต้ DOD) ซึ่งเครื่องสกัดใหม่จะใช้ CO2 เป็นตัวทำละลาย (เครื่องแรกในไทย) เพื่อสกัดสมุนไพรไทยส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน รวมทั้งสกัดน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ อาทิ น้ำมันกัญชาที่มีสาร CBD ออกฤทธิ์ทางการแพทย ซึ่งเครื่องสกัดใหม่นี้คาดจะผลิตเสร็จและนำเข้ามาติดตั้งใน 3Q63 โดยจะใช้เงินทุนจาก IPO 260 ลบ. อย่างไรก็ดีเราไม่ได้รวมประเด็นกัญชาในประมาณการเพราะยังรอความชัดเจนนโยบายเปิดเสรีกัญชาของภาครัฐก่อน
- จากกำไรที่มีแนวโน้มพลิกกลับมาโตเด่นตั้งแต่ 3Q62 จากการขยายตัวในธุรกิจหลัก คือการรับจ้างผลิตและพัฒนาสินค้าอาหารเสริมและเครื่องสาอาง อีกทั้งจะเริ่มรับรู้ผลดำเนินงานของธุรกิจขายตรงอัลทิมาไลฟ์ซึ่งคาดจะชัดเจนใน 4Q62 บวกกับ ราคาหุ้นมี Upside 38% จากราคาเป้าหมายกลางปี 63 ที่ 14.90 บาท (PER 18x) อีกทั้งยังมี Upside Risks จากการที่บริษัทมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่มีศักยภาพสูงในการสกัดน้ำมันกัญชาซึ่งยังไม่รวมในประมาณการจึงคงแนะนำ ” ซื้อ “
Catalysts/Risks
(-) แผนแตกไลน์ /ขยายธุรกิจใหม่อาทิ ธุรกิจขายตรง, สกัดน้ำมันกัญชา ไม่ประสบความสำเร็จตามคาด
(-) การรับรู้กำไรผันผวนแต่ละไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการส่งมอบสินค้า
(+) ความคืบหน้าการร่วมมือกับกรมการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือกเพิ่มเติมในอนาคต
(+/-) สินค้าเสริมอาหารและเครื่องสาอางที่ผลิตได้รับความนิยม/เสื่อมความนิยม
14/08/2019 RJH - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- 2Q62 RJH มีกำไรสุทธิ 48.3 ลบ. เติบโต 10.2%YoY ( ต่ำกว่าเราคาดไว้ 54 ลบ.) แต่หากไม่รวม 2 ค่าใช้จ่ายพิเศษหลังหักภาษี 24.5 ลบ. คือค่าใช้จ่ายพนักงานเกษียณอายุ 8.3 ลบ. และกลับรายการรายได้ประกันสังคมในกุลมโรครุนแรง RW > 2 ใน 4Q61 สูงไป 16.2 ลบ. ขณะที่ 2Q61 มีการกลับรายการรายได้ประกันสังคมในกุลมโรครุนแรง RW > 2 หลังหักภาษี 8.5 ลบ. พบว่า 2Q62 RJH มีกำไรปกติ 72.8 ลบ. เติบโต 39%YoY จากรายได้ค่ารักษาที่โต 10%YoY และอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นเป็น 30.4% จาก 28.4% ใน 2Q61 หลังมีจำนวนเคสผ่าตัดส่องกล้องและหัวใจสูงขึ้น
ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- กำไรปกติ 1H62 คิดเป็น 46.4% ของประมาณการทั้งปี และเรายังคงประมาณการเดิม โดย 2H62 มองกำไรจะเติบโตดีทั้ง HoH และYoY เพราะนอกจากเป็น High Season แล้ว ตั้งแต่ ก.ค. RJH ยังเพิ่มกำลังให้บริการผู้ป่วยในอีก 18 เตียงที่ชั้น 6B และ3Q62 เตรียมเปิดศูนย์ไตเทียมแบบพรีเมียมอีก 16 ยูนิต พร้อมปรับปรุงห้องเก็บเอกสารชั้น 7A เป็นห้องผู้ป่วยในซึ่งคาดเปิดใน 4Q62 อีกทั้งตั้งแต่ 1 ก.ค. RJH ยังเซ็นสัญญากับรพ. เจ้าพระยายมราช รับส่งต่อผู้ป่วยมาสวนหัวใจ (คาดส่งต่อปีละ 250 เคส) ซึ่งปัจจัยดังกล่าวคาดหนุนให้ปี 2562 RJH มีกำไรปกติ 314 ลบ. เติบโต 23.4%YoY
- เริ่มเห็นแผนขยายเครือข่าย รพ. เพื่อผลักดันการเติบโตในระยะยาว เพราะนอกจากแผนสร้าง รพ. ราชธานีแห่งที่ 2 (120 เตียง ใช้เงินทุน 400 ลบ.) ซึ่งอยู่ระหวางขอ EIA และคาดเปิดบริการ2H64 ล่ำสุด RJH ยังแจ้งลงทุนสร้าง รพ. ขนาดเล็ก 2 แห่ง (100 เตียง) ที่สระบุรี (ถือ 100% ใช้เงินทุน 450 ลบ.) และที่น่าน (ถือไม่เกิน 20% หรือไม่เกิน 35 ลบ. รับรู้เป็นเงินปันผล) ซึ่งคาดเปิดบริการต้นปี 2565 ทั้งนี้แหลงเงินนทุน รพ. ใหม่ 3 แห่งราว 900 ลบ. จะมาจากเงิน IPO 300 ลบ. ส่วนที่เหลือจะมาจากการกู้ยืม ซึ่งคาดจะเริ่มกู้ยืมต้นปี 2564 โดย 2Q62 RJH มี่nterest Bearing Debt to Equity 0.06x และมี CFO ราวปีละ 500 ลบ. จึงมีศักยภาพกู้ยืมสูงและไม่ต้องกังวลเรื่องเพิ่มทุน
- เรายังชอบ RJH เพราะเป็น รพ. ขนาดเล็กที่มีศักยภาพเติบโตเด่นสุดในปีนี้ โดยปี 62-63 คาดกำไรปกติโตเฉลี่ยปีละ 17.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่คาดโตเฉลี่ยปีละ 12% และยังเทรด Core PER 62F เพียง 25.3x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 30.3x จึงน่าสนใจลงทุนในฐานะเป็นหุ้น “Low Price High Profit” อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 15% จากพื้นฐานกลางปี 63 ที่ 30.50 บาท และมีเงินปันผลจ่ายระหวางกาลจากกำไร 1H62 หุ้นละ 0.60 บาท (XD 28 ส.ค.) คิดเป็น Div. Yield 2.3%
Catalysts/Risks
(+/-) การเปลี่ยนนโยบายโครงการประกันสังคมทั้งค่าเหมาจ่ายและค่าบริการต่าง ๆ
(+) ดีลความร่วมมือกับรพ. อื่น ๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI
(-) มาตรการคุมค่ารักษาของภาครัฐแต่มอง RJH เสี่ยงต่ำเพราะค่ารักษาไม่แพงเมื่อเทียบ รพ. รัฐ
(-) หุ้นมีสภาพคล่องในการซื้อขายบนกระดานน้อย
14/08/2019 JKN - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- 2Q62 JKN รายงานกำไรสุทธิ 70 ลบ. เติบโต 1.7%YoY ตรงตามที่เราและตลาดคาด โดยแม้รายได้รวมจะเติบโต 30%YoY จากรายได้ค่าสิทธิทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่ม ขึ้น 26%YoY และ 122%YoY ตามลำดับ แต่ถูกหักล้างด้วยต้นทุนค่าสิทธิที่เพิ่มขึ้น 29%YoY และSG&A ที่สูงขึ้น 113%YoY จากมีค่าใช้จ่ายพนักงานและผู้บ ริหารเพิ่ม ขึ้น 50%YoY รวมถึงรับรู้ผลขาดทุนจากอัตรา
แลกเปลี่ยน 28.6 ลบ. หลังเงินบาทแข็งค่าและมีลูกหนี้การค้าต่างประเทศอยู่ราว 18.7 ลบ.
ความเห็นและกลยุทธการลงทุน
- กำไร 1H62 คิดเป็น 53.6% ของประมาณการทั้งปี และเรายังคงประมาณการกำไรเช่นเดิม โดย 2H62 คาดกำไรยังเติบโต YoY หลังปัจจุบันมี Backlog รอมอบคอนเทนต์แล้ว 470 ลบ. (แบ่งเป็นจำหน่ายในประเทศ 369 ลบ. และในต่างประเทศแถบ CLM 101 ลบ.) และคาด Backlog จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังอยู่ระหวางเจรจากับลูกค้าอีกหลายร้าย อาทิ TV Direct, PPTV, NEWTV, ไทยรัฐ 32, True4U, Nation22 หนุนให้ทั้ง ปี 2562 คงคาด JKN จะมีกำไรสุทธิ 280 ลบ. เติบโต 23%YoY
- แมปี้นี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ธุรกิจใหม่ JKN-CNBC ราว 50-60 ลบ. แต่เราคาดยังไม่สร้างกำไรหลัง 3 รายการข่าวที่ออกอากาศตั้งแต่ 1 ก.ค. (Squawk Box, Power Lunch, Street Sign) ยังไม่ตรงใจผู้บริโภคซึ่งบริษัทกำลังปรับปรุงคอนเทนต์ให้เข้ม ข้น ขึ้น ขณะทีอี่ก 5 รายการใหม่ที่จะออกอากาศใน 2H62 ได้แก่ Around the world (6 ก.ค. AMARIN), CNBC Conversation ( ก.ย. ดำเนินโดย “คุณสุทธิชัย หยุ่น” ), Managing Thailand (7 ก.ย. True4U), First Class Thailand (13 ต.ค.True4U), Halftime Report (CH5) คาดว่าสปอนเซอร์ยังคงรอดูเรตตงิ้ไปอีกระยะนึงก่อนเช่นกัน
- ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น JKN ปรับลง 25.2% ซึ่งมองเกิดจากภาวะตลาดหุ้น ไม่สดใส รวมทั้งกังวลอุตสาหกรรมโฆษณาชะลอและ2Q62 กำไรโตต่าอย่างไรก็ดีเรามอง JKN เป็นผู้นำคอนเทนต์ ตปท. สำเร็จรูปรายใหญ่ที่เติบโตได้จากการขยายตลาดในไทยและตปท. (ผ่านแพลตฟอร์มหลักทีวีดิจิทัลและ OTT) โดยคาดกำไรจะเติบโตเฉลี่ย ปีละ 22% ในปี 2562-63 ซึ่งน่าจะทำให้ราคาหุ้น
ปรับขึ้น ไปสะท้อนพื้นฐานกลางปี 63 ที่ 12 บาท (อิง PER 23x) หากตลาดหุ้น กลับมาเอื้ออำนวย
Catalysts/Risks
(+) การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีซึ่ง เป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท
(+) การปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมทั้ง ในไทยและต่างประเทศ
(-) ความเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกี่ระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว
(+/-) กระแสตอบรับคอนเทนต์ที่ผลิตภายใต้แบรนด์ JKN-CNBC ซึ่งเริ่มทยอยออกอากาศ 1 ก.ค. นี้ โดยเฟสแรกปีนี้มี้ 8 รายการออกอากาศผ่าน 5 ช่องทีวีดิจิทัล
26/07/2019 DOD - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น

- เราคาด 2Q62 DOD มีกาไรสุทธิ 23 ลบ. หดตัว 44%QoQ (หดตัว 79%YoY จากฐานปีก่อนที่สูง)โดยมีปัจจัยลบ คือ 1) ยอดขายคาดทรงตัว QoQ หลังคาสั่งผลิตอาหารเสริมชะลอลงช่วง เม.ย.-พ.ค. (ก่อนดีขึ้นใน มิ.ย.) 2) ต้นทุนขายคาดสูง 23%QoQ หลังต้องรับรู้ต้นทุนบ.ย่อย PCCA (M&A ม.ค. 62) และอัลทิมาไลฟ์ (จัดตั้ง ก.พ. เพื่อทาธุรกิจขายตรงอาหารเสริม) และ 3) SG&A คาดสูงขึ้น 26%QoQ จากมีค่าใช้จ่ายย้ายออฟฟิศ PCCA 3 ลบ. และค่า FA ออก DOD-W1 อีก 2 ลบ.

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

- แม้ 2Q62 กาไรสะดุดแต่ถือว่าเป็นไปตามคาดตั้งแต่ต้นปีและมองเป็นไตรมาสต่าสุดของปีนี้ ขณะที่ 2H62 คาดกาไรจะพลิกเติบโตทั้ง HoH และ YoY หลังตั้งแต่ ก.ค. บริษัทกาลังเร่งผลิตสินค้าอาหารเสริมและเครื่องสำอางให้แก่ลูกค้าหลายราย อีกทั้งคาดจะรับรู้ยอดขายผลิตอาหารเสริมรูปแบบ Jelly หลังวันที่ 12 ก.ค. 62 เครื่องจักรมาถึงและมีออเดอร์รออยู่แล้ว นอกจากนี้คาดจะรับรู้ผลดาเนินงาน บ.ย่อย อัลทิมาไลฟ์ ชัดเจนตั้งแต่ ส.ค. หลังเริ่มวางขายสินค้าอาหารเสริมสู่ตลาดเมื่อ มิ.ย. โดยทั้งปี 62 เรายังคงคาด DOD จะมีกาไรสุทธิ 320 ลบ. โต 5%YoY ตามประมาณการเดิม

- อัพเดตเครื่องสกัดวัตถุดิบสมุนไพรโดยใช้ CO2 เป็นตัวทำละลาย (จะเป็นเครื่องแรกในไทย) ล่าสุด DOD สั่งปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับแผนสกัดสมุนไพรไทยส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน เช่น กวาวเครือ กระชายดำ รวมทั้งพร้อมรองรับการสกัดน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ อาทิ น้ำมันกัญชาที่มีสาร CBD ออกฤทธิ์ทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูเซลล์ ลดอาการปวดและการอักเสบจากโรค ซึ่งเครื่องสกัดใหม่คาดจะผลิตเสร็จและนาเข้ามาติดตั้งได้ใน 3Q63 อย่างไรก็ดีเรายังไม่รวมประเด็นกัญชาในประมาณการ เพราะต้องรอความชัดเจนถึงขอบเขตนโยบายเปิดเสรีกัญชาของภาครัฐก่อน

- เราคงแนะนำ “ซื้อ” หลังกาไรมีโมเมนตัมพลิกโตเด่นใน 2H62 และปี 63 คาดกาไรโตต่ออย่างน้อย 10%YoY จากการขยายตัวของธุรกิจหลัก คือ การรับจ้างผลิตและพัฒนาสินค้าอาหารเสริมและเครื่องสำอาง อีกทั้งจะรับรู้ผลดาเนินงานเต็มปีของธุรกิจขายตรงอัลทิมาไลฟ์ พร้อมปรับไปใช้ราคาเป้าหมายกลางปี 63 ที่ 14.90 บาท (PER 18x เช่นเดิม) ซึ่งยังมี Upside 13.7% ทั้งนี้เรายังไม่รวม Upside Risks จากการที่บริษัทมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่มีศักยภาพสูงในการสกัดน้ำมันกัญชา

Catalysts/Risks

(-) แผนแตกไลน์/ขยายธุรกิจใหม่ อาทิ ธุรกิจขายตรง, สกัดน้ามันกัญชา ไม่ประสบความสาเร็จตามคาด
(-) การรับรู้กาไรผันผวนแต่ละไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการส่งมอบสินค้า
(+) ความคืบหน้าการร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเพิ่มเติมในอนาคต
(+/-) สินค้าเสริมอาหารและเครื่องสาอางที่ผลิตได้รับความนิยม/เสื่อมความนิยม

23/07/2019 RJH - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- แม้ 2Q62 RJH จะมีรายการพิเศษจากค่าใช้จ่ายตั้งสำรองพนักงานเกษียณอายุราว 10 ลบ. และค่าใช้จ่ายจากประมาณการรายได้ประกันสังคมในกลุ่มโรครุนแรง RW > 2 ใน 4Q61 สูงราว 20 ลบ. แต่คาดสองปัจจัยลบนี้จะถูกชดเชยได้ด้วยรายได้ค่ารักษารวมที่คาดโต 10%YoY และอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดดีขึ้นเป็น 30.1% จำก 28.4% ใน 2Q61 หลังมีผู้ป่วยกลุ่มผ่าตัดส่องกล้องและหัวใจเข้ามารักษาสูงขึ้น จึงทำให้ 2Q62 เราคาด RJH จะมีกำไรสุทธิราว 54 ลบ. ยังเติบโต 23.2%YoY

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- 2H62 คาดโมเมนตัมกำไรยังเติบโตสดใสทั้ง HoH และ YoY เพราะนอกจากจะเข้าสู่ฤดูฝนต่อเนื่องฤดูหนาว ซึ่งมีผู้ป่วยด้วยโรคตามฤดูกาลเข้ารักษาสูงแล้ว ล่ำสุดเดือน มิ.ย. RJH ยังเซ็นสัญญากับรพ. เจ้าพระยายมราช รับส่งต่อผู้ป่วยมาสวนหัวใจ (คาดส่งต่อปีละ 250 เคส) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 1 ก.ค. อีกทั้งตั้งแต่ 9 ก.ค. รพ. ราชธานียังเพิ่มกำลังให้บริการผู้ป่วยในอีก 18 เตียง ที่ชั้น 6B เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มารักษาในช่วง High Season ซึ่งคาดหนุนให้รายได้ค่ำรักษาเติบโตได้อย่ำงน้อย 10%YoY
- จากกระแสตอบรับที่ดีต่อเนื่องในศูนย์เฉพาะทางทั้งหัวใจ ผ่าตัดส่องกล้อง ล้างไตและ MRI จำกผู้ป่วยในจังหวัดอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง อีกทั้งผู้บริหารใหม่ยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลดีทำให้ศักยภาพทำกำไรดีเกินคาด จึงทำให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติตั้งแต่ปี 62 จากเดิมเฉลี่ย 5% โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 62 RJH จะมีกำไรปกติ 314 ลบ. เติบโต 23.4%YoY และเติบโตต่อ 12.7%YoY ในปี 63 จำกผู้ป่วยที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
- แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะปรับขึ้น 21% นับจากที่เราออกบทวิเคราะห์แนะนำซื้อครั้งแรก แต่ RJH ถือเป็นหุ้น รพ. ซึ่งคำดปี 62-63 กำไรปกติจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 17.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่คาดโตเฉลี่ยปีละ 13% และปัจจุบันยังเทรด Core PER 62F เพียง 25.6 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 30.9x จึงทำให้น่าสนใจในฐานะที่เป็นหุ้น “Low Price High Profit” อีกทั้งเมื่อปรับไปใช้มูลค่ำพื้นฐานกลางปี 63 ที่ 30.50 บาท พบยังมี Upside 14% และคาดให้ Div. Yield ปีนี้อีก 3.1% จึงคงแนะนำ “ซื้อ”

Catalysts/Risks
(+/-) การเปลี่ยนนโยบายโครงกำรประกันสังคมทั้งค่าเหมาจ่ายและค่าบริกำรต่างๆ
(+) ดีลความร่วมมือกับรพ. อื่นๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI
(-) มาตรการคุมค่ารักษาของภาครัฐแต่มอง RJH เสี่ยงต่ำเพราะค่ารักษาไม่แพงเมื่อเทียบ รพ. รัฐ
(-) หุ้นมีสภาพคล่องในกำรซื้อขายบนกระดานน้อย

18/07/2019 JKN - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
  • เราคาด 2Q62 JKN มีกำไรสุทธิ 71 ลบ. เติบโต 6%YoY โดยแม้รายได้รวมคาดเพิ่มขึ้น 24%YoY หลักจากรายได้ค่าสิทธิ์ส่งมอบซีรีย์อินเดียและฟิลิปปินส์ให้ลูกค้า CLM แต่คาดถูกหักล้างด้วยต้นทุนขายและ SG&A ที่คาดสูงขึ้น 18%YoY และ 70%YoY ตามลำดับ จากมีค่าตัดจำหน่ายลิขสิทธิ์สูงขึ้นและรับรู้ค่าใช้จ่ายพนักงานเกษียณ 2 ลบ. รวมถึงค่าใช้จ่ายก่อนดำเนินงาน CNBC 2-3 ลบ.

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • ตั้งแต่ 1 ก.ค. JKN เริ่มออกอากาศ 3 รายการข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านช่อง GMM25 ได้แก่ Squawk Box, Power Lunch, Street Sign และจะส่งอีก 5 รายการออกอากาศ ได้แก่ Around the world (6 ก.ค. AMARIN), CNBC Conversation (ส.ค. ดำเนินโดย “คุณสุทธิชัย หยุ่น”), Managing Thailand (7 ก.ย. True4U), First Class Thailand (13 ต.ค. True4U), Halftime Report (CH5) ซึ่งแม้บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 50-60 ลบ. แต่เรายังไม่รวมในประมาณการหลังคาดดีสุดปีนี้อาจทำได้แค่คุ้มทุนเพราะสปอนเซอร์ยังคงรอดูเรทติ้งก่อน แต่ระยะยาวด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญคาดทำให้เรทติ้งดีขึ้นและจะเริ่มรับรู้กำไรในปีหน้า (แต่คาดยังไม่มีนัย) ซึ่งเป็นประเด็นที่คงต้องติดตามต่อไปก่อน
  • แม้ปีนี้ธุรกิจ JKN-CNBC ยังไม่สร้างกำไร แต่ 2H62 คาดภาพรวมกำไรของ JKN จะเติบโตเด่น YoY จากฐานกำไรต่ำปีก่อนและมี Backlog รอส่งมอบอยู่ 400 ลบ. อีกทั้งยังกำลังเจรจากับลูกค้าใหม่ อาทิ TV Direct, PPTV, NEWTV, ไทยรัฐ32, True4U, Nation22 ซึ่งคาดจะช่วยเพิ่ม Backlog และชดเชยการสูญเสียรายได้จากลูกค้าเดิมอย่าง Bright TV และ CH3Family ซึ่งคืนช่องทีวีดิจิทัลไปและมีสัดส่วนรายได้ 5% ของรายได้รวม หนุนให้ปี 2562 คงคาดมีกำไรสุทธิ 280 ลบ. โต 23%YoY
  • วานนี้ราคาหุ้นปรับลง 11.4%DoD ซึ่งมองเกิดจากกำไร 2Q62 ที่คาดเติบโตต่ำ และแรงเทขายทำกำไรหลังราคาหุ้นฟื้นตัว 42.5% จากจุดต่ำสุดปีนี้ที่ 6 บาท อย่างไรก็ดีเรายังมองว่าราคาหุ้นจะกลับขึ้นไปบริเวณ 10-11 บาทเป็นเป้าหมายแรกก่อนเกิดปัจจัยลบจากแรงขายของผู้ถือหุ้นใหญ่บางรายและความกังวลการคืนช่องทีวีดิจิทัล และด้วยแนวโน้มกำไรที่ยังเติบโตดีโดยเฉพาะ 2H62 และหากมีข่าวปิดดีลจำหน่ายคอนเทนต์ และ/หรือ JKN-CNBC มีเรทติ้งดีขึ้น คาดจะทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นไปสะท้อนพื้นฐานกลางปี 63 ที่ 12 บาท อิง PER เฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปีล่าสุดที่ 23x (ลดจากเดิมที่ 25x)

Catalysts/Risks

(+) การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท
(+) การปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมทั้งในไทยและต่างประเทศ
(-) ความเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว
(+/-) กระแสตอบรับคอนเทนต์ที่ผลิตภายใต้แบรนด์ JKN-CNBC ซึ่งเริ่มทยอยออกอากาศ 1 ก.ค. นี้ โดยเฟสแรกปีนี้มี 8 รายการ ออกอากาศผ่าน 5 ช่องทีวีดิจิทัล

22/05/2019 JKN - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- จากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ ผู้บริหาร JKN ยังคงเป้ารายได้ปีนี้เพิ่มขึ้น 20%YoY จากการเติบโตของรายได้จำหน่ายคอนเทนต์ทั้งในและตปท. รวมทั้งรายได้จัดงานอีเวนต์และขายโฆษณา ส่วนประเด็นคืน 7 ช่องทีวีดิจิทัลมองไม่ได้กระทบอย่างมีนัย เพราะไม่ใช่ลูกค้ำหลักของบริษัท เว้นแต่ช่อง Bright TV ที่เดิมวางเป้สรายได้ปีนี้ไว้ 5-8% แต่คำดถูกชดเชยได้จากการมีลูกค้าใหม่ๆ เพิ่ม

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- เราไม่ได้กังวลมากนักต่อการสูญเสียรายได้ของ Bright TV เพราะมองว่า JKN ยังมีความได้เปรียบจำกการเป็นผู้ถือคอนเทนต์ต่างประเทศสำเร็จรูปรายใหญ่ที่สุดในไทย จึงมีโอกาสสูงที่จะได้ลูกค้ำใหม่จากช่องทีวิดิจิทัลและช่องเคเบิ้ลที่ยังดำเนินธุรกิจและต้องการคอนเทนต์ที่ดีไปสร้างเรตติ้ง เช่น ล่าสุด TV Direct เพิ่งทำสัญญาซื้อคอนเทนต์เพิ่ม และมีอีกหลายช่องอยู่ระหว่างเจรจาซึ่งคาดทราบความคืบหน้าใน 2H62 อาทิ GMM25, MONO29, ไทยรัฐ 32, Amarin 34, True4U, Nation 22

- 2Q62 คาดกำไรยังเติบโตดี YoY หลังปัจจุบันมี Backlog รอมอบคอนเทนต์แล้ว 710 ลบ. และคาด Backlog จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้าอีกหลายราย ส่วนทั้งปี 2562 เราคงคาด JKN จะมีกำไรสุทธิ 280 ลบ. เติบโต 23%YoY จากการเติบโตของรายได้ค่าสิทธิ์ (หลักๆ จากขายคอนเทนต์ในกลุ่ม CLMV) และการรับรู้รายได้เต็มปีจากเป็นตัวแทนขายละครช่อง 3 ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง

- ปัจจุบันราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวราว 3.5%WoW แต่ยังคงต่ำกว่า 27% จากราคาหุ้นก่อนเกิดความกังวลประเด็นคืนช่องทีวีดิจิทัลในช่วง 5 เดือนก่อนหน้าที่ 11 บาท ซึ่งเรามองประเด็นลบดังกล่าวตลาดรับรู้ไปแล้วและบทสรุปที่ออกมาไม่ได้มีนัยอย่างที่กังวล อีกทั้งผลดำเนินงานของ JKN ยังมีทิศทางเติบโตที่ดี จึงทำให้เรามองช่วงสั้นราคาหุ้นน่าจะฟื้นตัวกลับขึ้นไปบริเวณ 10 บาทเป็นเป้าหมายแรกก่อน หากมีข่าวปิดดีลจำหน่ายคอนเทนต์และมีความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่เพิ่มในอนาคต

Catalysts/Risks

(+) การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท
(+) การปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมทั้งในไทยและต่างประเทศ
(-) ความเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว
(+/-) กระแสตอบรับรายการข่าว JKN-CNBC ภาคภาษาไทย ซึ่งจะเริ่มออกอากาศ 1 ก.ค. นี้

15/05/2019 JKN - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- 1Q62 JKN มีกำไรสุทธิ 80 ลบ. เติบโต 14.1%YoY ดีกว่ำที่เรำและตลำดคำดรำว 6% และ 8% ตำมลำดับ จำกมีรำยได้ค่ำสิทธิ์เพิ่มขึ้น 25.8%YoY สูงกว่ำคำด โดยแม้รำยได้ค่ำสิทธิ์ในไทยจะลดลง 10.4%YoY แต่ถูกชดเชยได้จำกรับรู้รำยได้ค่ำสิทธิ์ในต่ำงประเทศในไตรมำสนี้เป็นครั้งแรก 118.5 ลบ. (เริ่มขำยตปท. ตั้งแต่ 2Q61) หลักๆ จะเป็นซีรีย์อินเดียและฟิลิปปินส์ให้ลูกค้ำกลุ่ม CLM ส่วนอัตรำกำไรขั้นต้นลดลงจำก 44.8% ใน 1Q61 เป็น 43.3% จำกมีค่ำตัดจำหน่ำยลิขสิทธิ์สูงขึ้น

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- จำกกำรคุยกับผู้บริหำร JKN พบว่ำ บริษัทยังคงเป้ำรำยได้ปีนี้โต 20%YoY เพรำะเดิมวำงรำยได้จำก Bright TV และ CH3 Family คิดเป็น 8-9% และ <1% ของรำยได้รวม ซึ่งแม้รำยได้ส่วนนี้หำยไปจำกคืนใบอนุญำตทีวีดิจิทัล แต่คำดถูกชดเชยทั้งหมดได้จำกมีลูกค้ำใหม่ช่องดิจิทัลและช่องเคเบิ้ล อำทิ TV Direct เพิ่งทำสัญญำซื้อคอนเทนต์เพิ่ม ส่วนลูกค้ำในไทยกว่ำ 90% ที่ไม่ได้คืนช่องยังซื้อคอนเทนต์ต่อ โดยตั้งเป้ำรำยได้จำก RS 12-15%, CH3HD และ CH5 10-12% ของรำยได้รวม

- เรำมองกำรคืนช่องทีวีดิจิทัลของ Bright TV และ CH3 Family ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบอย่ำงมีนัยต่อ JKN เพรำะบริษัทยังมีโอกำสได้ลูกค้ำใหม่ในไทยและมองกำรเติบโตหลักปีนี้จะมำจำกรุกขำยคอนเทนต์ในตปท. มำกกว่ำ หลังได้รับกำรตอบรับที่ดีต่อเนื่อง นอกจำกนี้สมมติฐำนของเรำคำดปีนี้ JKN จะมีรำยได้เติบโต 13%YoY ต่ำกว่ำเป้ำที่บริษัทตั้งไว้ที่ 20%YoY สะท้อนว่ำเรำยึดหลักอนุรักษ์นิยมมำกอยู่แล้ว ดังนั้นปี 2562 เรำจึงคงคำด JKN จะมีกำไรสุทธิ 280 ลบ. เติบโต 23%YoY จำกกำรเติบโตของรำยได้ค่ำสิทธิและรับรู้รำยได้เต็มปีจำกเป็นตัวแทนขำยละครช่อง 3 ซึ่งมีมำร์จิ้นสูง

- ช่วง 5 เดือนที่ผ่ำนมำรำคำหุ้นปรับตัวลง 31% ซึ่งมองสะท้อนควำมกังวลประเด็นคืนช่องทีวีดิจิทัลไปมำกแล้ว สวนทำงกับผลดำเนินงำนที่ยังเห็นทิศทำงเติบโตที่ดี (สิ้น มี.ค. นี้ บริษัทยังมี Backlog จำหน่ำยคอนเทนต์รำว 710 ลบ. เพิ่มขึ้นจำกต้นปีที่ 666 ลบ.) ดังนั้นเรำจึงมองรำคำหุ้นน่ำจะกลับขึ้นไปบริเวณ 10 บำทเป็นเป้ำหมำยแรกก่อน หำกมีข่ำวปิดดีลลูกค้ำใหม่เพิ่ม ขณะที่ทิศทำงกำไรที่ยังเติบโตน่ำจะดึงควำมสนใจทำให้รำคำหุ้นปรับขึ้นสะท้อนพื้นฐำนที่ 13 บำท

Catalysts/Risks
(+) กำรเติบโตของเม็ดเงินโฆษณำในสื่อทีวีซึ่งเป็นฐำนลูกค้ำหลักของบริษัท
(+) กำรปิดสัญญำขำยลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมทั้งในไทยและต่ำงประเทศ
(-) ควำมเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว
(+/-) กระแสตอบรับรำยกำรข่ำว JKN-CNBC ภำคภำษำไทย ซึ่งจะเริ่มออกอำกำศ มิ.ย. นี้
14/05/2019 RJH - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- RJH มีกำไรสุทธิ 1Q62 รำว 176 ลบ. สูงกว่ำคำดที่ 153 ลบ. เพรำะมีกำไรพิเศษขำยที่ดินสูงถึง 99 ลบ. แต่หำกไม่รวมกำไรพิเศษพบว่ำ 1Q62 มีกำไรปกติ 78 ลบ. (ใกล้เคียงคำดที่ 80 ลบ.) เติบโต 18.6%YoY จำกรำยได้ค่ำรักษำโต 16.4%YoY (กลุ่มเงินสดและประกันสังคมโต 14%YoY และ 20%YoY ตำมลำดับ) หลังเพิ่มกำลังให้บริกำรและมีผู้ประกันตนเพิ่ม 8.6%YoY เป็น 184,900 รำย อีกทั้งกำรรักษำโรคซับซ้อนที่สูงขึ้นและคุมค่ำใช้จ่ำยได้ดียังทำให้อัตรำกำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 36.0% จำก 32.8% ใน 1Q61 และ SG&A/Sales ลดลงเป็น 9.3% จำก 12.5% ใน 1Q61

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

- แม้ 2Q62 กำไรปกติจะอ่อนตัวลง QoQ จำกเป็น Low Season และคำดจะบันทึกค่ำใช้จ่ำยพิเศษตั้งสำรองพนักงำนเกษียณอำยุรำว 10 ลบ. แต่คำดกำไรปกติยังเติบโตสดใส YoY หลังตั้งแต่ 1 เม.ย. นี้ RJH ได้จับมือกับรพ. เจ้ำพระยำยมรำช รับส่งต่อผู้ป่วยมำสวนหัวใจ (คำดส่งต่อปีละ 250 เคส) และ รพ. รำชธำนีจะเพิ่มกำลังให้บริกำรเพื่อรองรับผู้ป่วยที่หนำแน่น โดยเพิ่ม 2-3 ห้องตรวจ OPD และเพิ่ม 16 เครื่องฟอกไต ซึ่งคำดจะช่วยหนุนให้รำยได้ค่ำรักษำยังเติบโตได้อย่ำงน้อย 10%YoY
- ส่วน 2H62 คำดกำไรเติบโตทั้ง HoH และ YoY จำกเข้ำสู่ High Season (ฤดูฝนต่อเนื่องฤดูหนำว ซึ่งปกติจะมีโรคระบำดตำมฤดูกำล อำทิ ไข้หวัด) กอปรกับ คำดยังได้อำนิสงส์บวกต่อเนื่องจำกกำรเพิ่มกำลังให้บริกำรและกำรมีจำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น 8-9%YoY นอกจำกนี้อัตรำกำไรขั้นต้นคำดปรับตัวดีขึ้น หลังมีแนวโน้มผู้ป่วยเข้ำรักษำด้วยโรคซับซ้อนสูงขึ้น อำทิเช่น กำรผ่ำตัดหัวใจและกำรผ่ำตัดส่องกล้อง หนุนให้ทั้งปี 62 เรำยังคงคำด RJH จะมีกำไรปกติ 297 ลบ. เติบโต 16.8%YoY
- เรำชอบ RJH ซึ่งเป็นหุ้น รพ. ขนำดเล็กที่กำไรยังมีโมเมนตัมเติบโตที่ดี และยังคงมองเป็นหุ้น “Low Price High Profit” เพรำะรำคำหุ้นปัจจุบันเทรด Core PER 62F เพียง 24.3x ต่ำกว่ำค่ำเฉลี่ยกลุ่มที่ 30.5x ขณะที่ปี 62-63 คำดกำไรปกติโตเฉลี่ยปีละ 14.9% สูงกว่ำค่ำเฉลี่ยกลุ่มที่คำดโตเฉลี่ยปีละ 11.8% อีกทั้งรำคำหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 12% จำกมูลค่ำพื้นฐำนปี 2562 ที่ 27 บำท และคำดมีเงินปันผลจ่ำยปีนี้ 0.79 บำท คิดเป็น Div. Yield 3.3% สูงสุดในกลุ่ม จึงคงแนะนำ “ซื้อ”

Catalysts/Risks

(+/-) กำรเปลี่ยนนโยบำยโครงกำรประกันสังคมทั้งค่ำเหมำจ่ำยและค่ำบริกำรต่ำงๆ
(+) ดีลควำมร่วมมือกับรพ. อื่นๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมำรักษำที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI
(-) มำตรกำรคุมค่ำรักษำของภำครัฐแต่มอง RJH เสี่ยงต่ำเพรำะค่ำรักษำไม่แพงเมื่อเทียบ รพ. รัฐ
(-) หุ้นมีสภำพคล่องในกำรซื้อขำยบนกระดำนน้อย
10/05/2019   DOD - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
-1Q62 DOD รายงานกาไรสุทธิ 41 ลบ. ลดลง 62.9%YoY (ดีกว่าที่เราคาด 37 ลบ.เพราะมียอดขายสูงกว่าคาด) ทั้งนี้กาไรที่หดตัว YoY สืบเนื่องจากฐานกาไรปีก่อนสูงเพราะมีการรับรู้คาสั่งซื้อจากลูกค้าใหญ่ใน 1Q61 ส่วนอัตรากาไรขั้นต้นปรับตัวลงจาก 63.6% ใน 1Q61 เป็น 60.7% และ SG&A/Sales สูงขึ้นจาก 11.1% ใน 1Q61 เป็น 25.6% หลังรับรู้ต้นทุนค่าใช้จ่ายของบ.ย่อย PCCA

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- แม้ 2Q62 กาไรมีแนวโน้มอ่อนตัวลง YoY จากไม่มีคาสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหญ่เช่นปีก่อน แต่คาดจะเห็นการเติบโตของกาไรที่ดีขึ้น QoQ หลังตามแผนบริษัทจะส่งมอบสินค้าอาหารเสริมคอลลาเจน ล็อตแรกในเดือน พ.ค. นี้ อีกทั้งยังมีสินค้าอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เครื่องสาอางและสกินแคร์ อาทิ ครีมกันแดด ครีมสครับหน้า โลชั่นกันยุง เป็นต้น ที่จะทยอยส่งมอบในช่วงปลายไตรมาสสองนี้
- โมเมนตัมกาไรพลิกเติบโตเด่นทั้ง QoQ และ YoY คาดจะเกิดขึ้นใน 2H62 ซึ่งตามแผนจะมีการส่งมอบสินค้าอาหารเสริม เครื่องสาอางและสกินแคร์ล็อตใหญ่ตั้งแต่ 3Q62 (หลังมีการพัฒนาสูตรมาตั้งแต่ 1Q62) ให้แก่ลูกค้าทั้งรายเดิมและรายใหม่ รวมทั้งตั้งแต่ 3Q62 คาดจะเริ่มรับรู้ยอดขายผลิตสินค้าอาหารเสริมรูปแบบ Jelly หลังปัจจุบันมีออเดอร์มารอแล้วแต่เครื่องจักรยังอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขสายการผลิตที่เกาหลี โดยทั้งปี 62 เราคงคาด DOD จะมีกาไรสุทธิ 320 ลบ. เติบโต 5%YoY
- แม้ระยะสั้นราคาหุ้นยังขาดแรงหนุน (Catalyst) เนื่องจากผลกาไรมีแนวโน้มอ่อนแอลงตั้งแต่ 4Q61-2Q62 แต่เรามองราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาแรงถึง 29%YTD ได้สะท้อนการสะดุดลงของผลกาไรแล้ว ขณะที่ 2H62 คาดกาไรจะปรับตัวดีขึ้นมากจากออกอาหารเสริมและเครื่องสาอางตามแผนของลูกค้า ดังนั้นจึงคงแนะนา “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายอิง PER 18x ที่ 14.10 บาท มี Upside 45%

Catalysts/Risks
(-) แผนแตกไลน์/ขยายธุรกิจใหม่ไม่ประสบความสาเร็จตามคาดหวัง
(-) การรับรู้กาไรผันผวนแต่ละไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการส่งมอบสินค้า
(+) ความคืบหน้าการร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเพิ่มเติมในอนาคต
(+/-) สินค้าเสริมอาหารและเครื่องสาอางที่ผลิตได้รับความนิยม/เสื่อมความนิยม

08/05/2019  DOD - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- เราคาด 1Q62 DOD จะมีกาไรสุทธิ 37 ลบ. เพิ่มขึ้น 305%QoQ หลังรับรู้ออเดอร์ลูกค้าที่เลื่อนส่งมอบจาก 4Q61 มาต้นปีนี้แทน แต่ยังคงลดลง 66.6%YoY จากฐานกาไรปีก่อนที่สูงมากเพราะมีการรับรู้ออเดอร์จากลูกค้ารายใหญ่ อย่างไรก็ดีอัตรากาไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 63.0% ปรับลงเล็กน้อยจาก 63.6% ใน 1Q61 และสูงกว่า 46.3% ใน 4Q61 จากการเพิ่มขึ้นในยอดขายอาหารเสริมที่มาร์จิ้นสูง
- ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติออกและเสนอขาย DOD-W1 จานวน 182.22 ล้านหน่วย เพื่อจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 2.25 หุ้นสามัญเดิม : 1 ใบสาคัญแสดงสิทธิ โดย DOD-W1 มีอายุ 2 ปี, ราคาเสนอขาย 0.10 บาทต่อหน่วย, ราคาใช้สิทธิ 15.75 บาท (XW 9 พ.ค. นี้) โดยมีวัตถุประสงค์นาเงินจากใช้สิทธิแปลงสภาพไปใช้ขยายธุรกิจในอนาคต อาทิ ซื้อที่ดินและสร้างอาคารเพื่อพัฒนาอาหารเสริมชนิดน้าและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสมุนไพร, เครื่องมือใหม่ๆ และขยายตลาดจีน เป็นต้น

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน
- แม้การเติบโตของกาไร 1H62 จะสะดุดลง แต่เราคาด 2H62 กาไรจะพลิกโตเด่นทั้ง YoY และ HoH จากเริ่มรับรู้ผลกาไรที่ดีขึ้นของ บ.ย่อย PCCA (ถือ 90%) ซึ่งตามแผนจะทยอยส่งมอบเครื่องสาอางและสกินแคร์ตั้งแต่ปลาย 2Q-4Q62 ให้แก่ฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ที่เป็นลูกค้าอาหารเสริมของ DOD อีกทั้งคาดรับรู้รายได้ตัวแทนจาหน่ายสินค้าให้แก่ CNR MALL ในจีนเพิ่มขึ้น หลังเริ่มส่งสินค้า 2-5 SKUs ใน 1Q62 และคาดรับรู้ยอดขายอาหารเสริมรูปแบบใหม่เช่น Jelly ซึ่งคาดเริ่มผลิต 3Q62
- เราปรับลดประมาณการกาไรตั้งแต่ปี 62 จากเดิม 15.6% เพื่อสะท้อนปัจจัยลบจากล่าสุดเครื่องจักรผลิตอาหารเสริมรูปแบบ Jelly (ซึ่งคาดลูกค้าให้การตอบรับดีและมีออเดอร์รอแล้วเพราะเป็นเจ้าแรกในไทยที่ผลิตได้) ยังอยู่ระหว่างแก้ไขเครื่องในเกาหลี ทาให้การผลิตคาดถูกเลื่อนจาก 2Q62 เป็น 3Q62 อีกทั้งคาด SG&A จะสูงขึ้นจากการพัฒนาบุคลากรฝ่ายขายและสายการผลิตเครื่องสาอางของ PCCA โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 62 DOD มีกาไรสุทธิ 320 ลบ. เติบโต 5%YoY
- ราคาหุ้นปรับลง 24%YTD ซึ่งมองว่าสะท้อนกาไร 4Q61 ที่ออกมาแย่กว่าตลาดคาดและ 1H62 แนวโน้มกาไรโตสะดุดแล้ว ขณะที่ 2H62 คาดกาไรจะปรับตัวดีขึ้นมากจากออกอาหารเสริมและเครื่องสาอางตามแผนของลูกค้า ดังนั้นจึงคงแนะนา “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายใหม่อิง PER 18x ที่ 14.10 บาท (เดิม 16.70 บาท) มี Upside 37% (มอง DOD-W1 ไม่ทาให้เกิด Share and Price Dilution เนื่องจากราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบันและมูลค่าพื้นฐานของเรา)

Catalysts/Risks
(-) แผนแตกไลน์/ขยายธุรกิจใหม่ไม่ประสบความสาเร็จตามคาดหวัง
(-) การรับรู้กาไรผันผวนแต่ละไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการส่งมอบสินค้า
(+) ความคืบหน้าการร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเพิ่มเติมในอนาคต
(+/-) สินค้าเสริมอาหารและเครื่องสาอางที่ผลิตได้รับความนิยม/เสื่อมความนิยม

29/04/2019 JKN - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น 
- เราคาด 1Q62 JKN จะมีกำไรสุทธิ 76 ลบ. เติบโต 7.1%YoY หลักๆ มาจากรายได้ค่าสิทธิ์คาดที่เพิ่มขึ้น 20%YoY หลังมีการส่งมอบคอนเทนต์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะซีรีย์อินเดียและฟิลิปปินส์ให้แก่ลูกค้าในกลุ่ม CLM รวมทั้งละครช่อง 3 ให้แก่ลูกค้าในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นคาดลดลงจาก 44.8% ใน 1Q61 เป็น 39.6% จากยังมีค่าตัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ที่สูง

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- หากกำไร 1Q62 เติบโต YoY จะถือว่าดีกว่าที่เราเคยประเมินเมื่อต้นปีซึ่งคาดกำไรทำได้แค่ทรงตัว จาก 1Q61 มีฐานกำไรสูง ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญญาณบวกต่อผลประกอบการปีนี้ โดยปี 2562 เราคงคาด JKN จะสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุดที่ 280 ลบ. เติบโต 23%YoY จากการเติบโตของรายได้ค่าสิทธิทั้งในไทยและตปท. อีกทั้งจะรับรู้รายได้เต็มปีจากเป็นตัวแทนขายละครช่อง 3 ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง

- ส่วนประเด็นความเสี่ยง กสทช. เปิดคืนช่องทีวีดิจิทัลได้ภายในวันที่ 10 พ.ค. นี้ คาดไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อ JKN เนื่องจากลูกค้าหลักกว่า 80% อาทิ CH3, CH8, CH5, Bright TV ถือเป็นผู้นำทีวีดิจิทัลซึ่งมีเรทติ้งและฐานะการเงินดี จึงไม่น่าอยู่ในกลุ่มคืนช่อง อีกทั้งปัจจุบันยังมีการเจรจาขายคอนเทนต์ให้ช่องใหม่ๆ ในประเทศอีก 3-4 ราย พร้อมเร่งขยายตลาดตปท.ที่มีศักยภาพเติบโตดี ซึ่งคาดช่วยกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ โดยปีนี้คาดมีรายได้ตปท. 30% เพิ่มจากปี 61 ที่ 20%

- งบลงทุนปีนี้ 800-900 ลบ. ซึ่งใช้ซื้อคอนเทนต์ 700-800 ลบ. และลงทุนผลิตรายการข่าวเศรษฐกิจภายใต้แบรนด์ JKN-CNBC 50-100 ลบ. จะมีแหล่งเงินทุนจากกู้ยืมสถาบันการเงินหลังยังมีศักยภาพกู้ยืมสูง โดยสิ้นปี 61 มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยจ่ายต่อทุน 0.5x และเงินสดดำเนินงานปีละ 650 ลบ.

- ปัจจัยน่าจับตาคือ การผลิตรายการข่าว JKN-CNBC ภาคภาษาไทย ภายใต้แนวคิด “รายการระดับโลก เนื้อหาระดับชาติ ทีมงานระดับประเทศ” ซึ่งแม้ระยะสั้นคาดยังไม่ได้ทำกำไรและต้องใช้เวลาสร้างฐานผู้ชม แต่หากคอนเทนต์มีเรตติ้งดีเกินคาดจะเป็นอีกช่องทางที่จะดันการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ข่าว JKN-CNBC จะเริ่มออกอากาศ มิ.ย. นี้ 4 รายการ คือ Street Signs, Squawk Box, Power Lunch, Closing Bell ซึ่งมีพาร์ตเนอร์เป็นช่องทีวีดิจิทัล 2-3 ช่อง (Time Sharing 50:50)

- คงแนะนำ “ซื้อ” หลังที่ผ่านมาราคาหุ้นลงแรงจากแรงขายผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งไม่เกี่ยวกับพื้นฐานและได้สะท้อนความกังวลประเด็นคืนช่องทีวีดิจิทัลไปแล้ว จนปัจจุบันมองมี Downside จำกัดและราคาหุ้นน่าจะกลับขึ้นไปบริเวณ 10 บาทเป็นเป้าหมายแรกก่อนหากมีข่าวปิดดีลลูกค้าใหม่เพิ่ม ขณะที่ทิศทางกำไรที่ยังเติบโตน่าจะดึงความสนใจทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นสะท้อนพื้นฐานที่ 13 บาท

03/04/2019 RJH - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น 
- จากข้อมูลกรมควบคุมโรค พบว่า ม.ค.-มี.ค. 62 ไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ระบาดของโรคต่างๆ ที่สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน อาทิ โรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น 2 เท่า, ไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า, โรคไข้ปวดข้อยุงลายเพิ่มขึ้น 114 เท่าจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ล่าสุดเตือนรับมือเข้าสู่ฤดูร้อน (มี.ค-พ.ค.) ซึ่งอาจเสี่ยงป่วยด้วยโรคตามฤดูกาล (อุจจาระร่วง, อาหารเป็นพิษ, บิด, อหิวาตกโรค)

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- จากสถานการณ์โรคระบาดข้างต้น บวกกับ ที่ผ่านมา RJH เพิ่มกำลังให้บริการและศูนย์เฉพาะทาง อีกทั้งมีผู้ประกันตนที่รพ. ราชธานี โรจนะ (ถือ 98.3%) เพิ่ม 5 พันราย จึงคาด 1Q62 RJH มีรายได้ค่ารักษาโต 14%YoY (เงินสดและประกันสังคมคาดโต 15%YoY และ 10%YoY ตามลำดับ) ขณะที่การรักษาโรคซับซ้อนที่สูงขึ้นและคุมค่าใช้จ่ายได้ดีคาดทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 33% จาก 32.8% ใน 1Q61 และ SG&A/Sales ลดเป็น 10.3% จาก12.5% ใน 1Q61 หนุนให้คาด 1Q62 มีกำไรปกติ 80 ลบ. โต 22.4%YoY แต่หากรวมกำไรพิเศษขายที่ดินราว 83 ลบ. หักด้วยค่าใช้จ่ายพิเศษตั้งสำรองพนักงานเกษียณอายุราว 10 ลบ. คาดทำให้ 1Q62 RJH มีกำไรสุทธิราว 153 ลบ.

- ตลอดปีนี้เรามอง RJH จะมีปัจจัยบวกน่าติดตาม หลังคุณหมอเอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ (ผู้บริหาร RAM) มานั่งบริหารตั้งแต่ พ.ย. 61 ซึ่งคาดดูแลต้นทุนและเชื่อมโยงเคสส่งต่อผู้ป่วย รพ. อื่นมาที่ RJH อาทิ ล่าสุดได้จับมือกับรพ. เจ้าพระยายมราช รับส่งต่อผู้ป่วยมาสวนหัวใจตั้งแต่ 1 เม.ย. 62 (คาดส่งต่อปีละ 250 เคส) อีกทั้งตั้งแต่ 2Q62 รพ. ราชธานีจะเพิ่มกำลังให้บริการเพื่อรองรับผู้ป่วยที่หนาแน่น โดยเพิ่มอีก 2-3 ห้องตรวจ OPD และเพิ่ม 16 เครื่องฟอกไต รวมทั้งรุกตลาดตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนนอกสถานที่ ซึ่งคาดช่วยหนุนให้ปี 62 RJH มีกำไรปกติ 297 ลบ. เติบโต 16.8%YoY

- คงแนะนำ “ซื้อ” หลังมอง RJH เป็นหุ้น “Low Price High Profit” โดยปัจจุบันเทรด Core PER 62F ที่ 22.6x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 30.5x ขณะที่ปี 62-63 คาดกำไรปกติโตเฉลี่ยปีละ 14.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่คาดโตเฉลี่ยปีละ 12.0% อีกทั้งประเมินมูลค่าพื้นฐานที่ 27 บาท ยังมี Upside 23.3% และคาดมีเงินปันผลจ่ายปีนี้หุ้นละ 0.79 บาท คิดเป็น Div. Yield 3.5% สูงสุดในกลุ่ม

Catalysts/Risks 
(+/-) การเปลี่ยนนโยบายโครงการประกันสังคมทั้งค่าเหมาจ่ายและค่าบริการต่างๆ 
(+) ดีลความร่วมมือกับรพ. อื่นๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI 
(-) มาตรการคุมค่ารักษาขาดความชัดเจนแต่ RJH ยังเสี่ยงต่ำเพราะค่ารักษาไม่แพงเมื่อเทียบ รพ. รัฐ
(-) หุ้นมีสภาพคล่องในการซื้อขายบนกระดานน้อย

14/03/2019 RJH - ซื้อ
Initiated 
VALUE PROPOSITION 
บริษัทเป็นผู้ดำเนินธุรกิจ รพ. เอกชนรายแรกและรายใหญ่ที่สุดใน จ. อยุธยา โดยมี รพ. ในเครือ 2 แห่ง คือ รพ. ราชธานี (253 เตียง) และ รพ. ราชธานีโรจนะ (100 เตียง) โดยมีจุดแข็งสำคัญ คือ ทำเลที่ตั้ง รพ. อยู่ใกล้ถนนสายหลักและนิคมสำคัญ อาทิ บางปะอิน, ไฮเทค, สหรัตนนคร, โรจนะ ซึ่งมีประชากรหนาแน่นและมีแนวโน้มขยายตัวตามภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การแข่งขันในพื้นที่ไม่รุนแรงเพราะมี รพ. ไม่กี่แห่ง โดยที่ RJH มีความได้เปรียบมากกว่าทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือที่ครบครันและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ

INVESTMENT THESIS 
เราแนะนำ ซื้อ เพราะ RJH เป็นหุ้น “Low Price High Profit” โดยปัจจุบันเทรด Core PER และ PBV 62F ที่ 22.1x และ 4.5x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 29.6x และ 5.6x ตามลำดับ ขณะที่ปี 2562-63 คาดกำไรปกติโตเฉลี่ยปีละ 14.9% สูงรองจาก BCH ที่คาดโตเฉลี่ยปีละ 16.4% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่คาดโตเฉลี่ยปีละ 12.0% ทั้งนี้ประเมินมูลค่าพื้นฐานที่ 27 บาท (วิธี DCF) ยังมี Upside 23.3% และมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรช่วง 2H61 หุ้นละ 0.40 บาท (XD 19 มี.ค.) คิดเป็น Div. Yield 1.8% อีกทั้งคาดมีปันผลจ่ายจากกำไรปีนี้หุ้นละ 0.79 บาท คิดเป็น Div. Yield 3.6% สูงสุดในกลุ่ม รพ.

FUNDAMENTAL
• ปี 2562 มีพัฒนาการบวกน่าติดตาม หลังคุณหมอเอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ (ผู้บริหาร RAM) ซึ่งเชี่ยวชาญในธุรกิจ รพ. มานั่งบริหารตั้งแต่ พ.ย. 61 ซึ่งคาดจะช่วยดูแลต้นทุนและเชื่อมโยงเคสส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนรุนแรงจาก รพ. อื่นมาที่ RJH ได้เพิ่มขึ้น

• ปี 2562 คาดมีกำไรปกติ 297 ล้านบาท เติบโต 16.8%YoY จากการขยายตัวของทั้งรายได้และมาร์จิ้น หลังศูนย์เฉพาะทางใหม่ (Cath lab, MRI) ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ป่วยในพื้นที่และจ.ใกล้เคียง และหากรวมกำไรพิเศษหลังหักภาษีจากขายที่ดินซึ่งจะบันทึกใน 1Q62 ราว 83 ล้านบาท คาดมีกำไรสุทธิ 380 ล้านบาท โตเด่น 49.5%YoY

• ความได้เปรียบในการแข่งขันและตลาดผู้ป่วยในอยุธยาที่ยังเติบโตได้อีกมาก คาดหนุนปี 2562-63 มีกำไรปกติโตเฉลี่ยปีละ 14.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่โตปีละ 12.0%

• การเงินแกร่งและไม่ต้องกังวลเพิ่มทุน แม้มีแผนสร้างรพ. ใหม่ (เปิดกลางปี 64) โดยแหล่งเงินทุนมาจากเงินที่เหลือจาก IPO 400 ล้านบาท และกู้ยืมอีก 200 ล้านบาท

• ปัจจุบันเทรด PER และ PBV 62F ที่ 22.1x และ 4.5x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 29.6x และ 5.6x ตามลำดับ ขณะที่ช่วง 2 ปีนี้ EPS Growth และ ROE จะดีกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม

CATALYSTS/ RISKS 
(+/-) การเปลี่ยนนโยบายโครงการประกันสังคมทั้งค่าเหมาจ่ายและค่าบริการต่างๆ 
(+) ดีลความร่วมมือกับรพ. อื่นๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI 
(-) มาตรการคุมราคาเวชภัณฑ์และค่ารักษายังขาดความชัดเจน แต่มอง RJH มีความเสี่ยงประเด็นนี้ต่ำเพราะค่ารักษาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับ รพ. รัฐ 
(-) การเปิดให้บริการรพ. ใหม่ใน 2H64 อาจทำให้ต้องแบกผลขาดทุนใน 3-5 ปีแรก 
(-) หุ้นมีสภาพคล่องในการซื้อขายบนกระดานต่ำ

28/02/2019 JKN - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น 
- 4Q61 รายงานกำไรสุทธิ 46 ลบ. โต 297.7%YoY เป็นไปตามเราคาด จากรายได้ค่าสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น 46.1%YoY หลังส่งมอบคอนเทนต์ต่อเนื่อง ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจาก 33.7% ใน 4Q60 เป็น 32.7% จากค่าตัดจำหน่ายสูงขึ้น ถูกชดเชยด้วย SG&A/Sales ที่ลดลงจาก 21.6% ใน 4Q60 เป็น 12.8% หลังไม่มีรายจ่ายจัดอีเวนท์ ทำให้ปี 61 JKN มีกำไรสุทธิ 228 ลบ. เพิ่มขึ้น 21.3%YoY

- บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 61 หุ้นละ 0.17 บาท ซึ่งตรงตามที่เราคาดไว้ คิดเป็น Div. Yield 1.98% (ขึ้น XD วันที่ 19 มี.ค. และจ่ายปันผลวันที่ 23 พ.ค. 62)

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- เราคาดปี 2562 JKN ทำกำไรสุทธินิวไฮราว 280 ลบ. เติบโต 23%YoY จากการเติบโตของรายได้ค่าสิทธิทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยตลาดไทย พบว่า ลูกค้าเดิมยังสั่งซื้อคอนเทนต์เพิ่มต่อเนื่อง อีกทั้งน่าจะปิดการขายจากลูกค้าใหม่กลุ่มทีวีดิจิทัลได้ใน 1Q62 (อยู่ระหว่างเจรจาและคาดจะรับรู้รายได้ตั้งแต่ 2Q62) ส่วนตลาดตปท. พบว่า ลูกค้ากลุ่ม CLM ยังให้การตอบรับที่ดีในซีรีย์อินเดียและฟิลิปปินส์ อีกทั้งมีแผนขายคอนเทนต์ไปตลาดใหม่อย่างมาเลเซีย บรูไน เวียดนามและไต้หวัน นอกจากนี้ปีนี้ยังจะรับรู้รายได้เต็มปีครั้งแรกจากเป็นตัวแทนขายละครของช่อง 3 ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง

- ส่วน 1H62 แม้จะต้องเผชิญฐานกำไรปีก่อนที่สูงและรับรู้ต้นทุนค่าสิทธิที่สูงขึ้นจากค่าตัดจำหน่ายที่สูงขึ้นจากเร่งซื้อคอนเทนต์ตั้งแต่ 3Q61 แต่คาดถูกชดเชยด้วยรายได้ที่โตไม่ต่ำกว่า 10%YoY หลังปัจจุบันมี Backlog กว่า 666 ลบ. ซึ่งจะรับรู้ใน 1Q-2Q62 แบ่งเป็นลูกค้าไทย 379 ลบ. และลูกค้าตปท. 287 ลบ. จากขายซีรีย์อินเดียและฟิลิปปินส์ให้ลูกค้า CLM รวมทั้งละครช่อง 3 ให้มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ทำให้ 1H62 คาดกำไรยังทรงตัว YoY ก่อนจะพลิกกลับโตเด่นตั้งแต่ 3Q-4Q62

- เราไม่ได้กังวลประเด็น กสทช. เปิดคืนช่องทีวีดิจิทัล เพราะลูกค้าหลัก (80%) ของ JKN อาทิ CH3, CH8, CH5, Bright TV ถือเป็นผู้นำทีวีดิจิทัลซึ่งมีเรทติ้งและฐานะการเงินที่ดี ซึ่งไม่น่าอยู่ในกลุ่มคืนช่อง จึงไม่กระทบต่อรายได้ในประเทศ อีกทั้งปัจจุบัน JKN เร่งขยายตลาดตปท.ที่มีศักยภาพเติบโตดี ซึ่งคาดช่วยกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ โดยปีนี้คาดมีรายได้ตปท. 30% เพิ่มจากปี 61 ที่ 20%

- คงแนะนำ “ซื้อ” โดยเรายังคงมองราคาหุ้นน่าจะกลับขึ้นไปบริเวณ 10.70 บาทเป็นเป้าหมายแรกก่อนหากมีข่าวดีปิดดีลลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติมเข้ามา ขณะที่ทิศทางกำไรที่สูงขึ้นและ PER ที่มีแนวโน้มลดลง น่าจะดึงความสนใจทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นไปสะท้อนมูลค่าพื้นฐานที่ 13 บาท


Catalysts/Risks 
(+) การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท 
(+) การปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมทั้งในไทยและต่างประเทศ 
(-) ความเสี่ยงจากผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิมจะเทขายหุ้นในกระดานอีก ซึ่งยังเหลือราว 22 ล้านหุ้น 
(-) ความเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว

22/02/2019 DOD - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
- 4Q61 DOD แจ้งกำไรสุทธิ 9 ลบ. ลดลง 66%YoY เป็นไปตามที่เราคาด (10 ลบ.) แต่ต่ำกว่าตลาดคาด 15% ทั้งนี้กำไรที่สะดุดเกิดจากเลื่อนส่งมอบสินค้าไปใน 1Q62 และมีลูกค้าชะลอแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ออกไป จึงทำให้ยอดขายหดตัว 36%YoY และเกิดผลประหยัดต่อขนาดลดลง อีกทั้ง SG&A/Sales ยังสูงขึ้นจาก 27.7% ใน 4Q60 เป็น 40.5% จากมีค่า FA เข้าซื้อ PCCA 2-3 ลบ.

- ที่ประชุมบอรด์มีมติจัดตั้งบ.ย่อย (ยังไม่แจ้งชื่อ) เพื่อดำเนินธุรกิจขายตรง ทุนจดทะเบียน 50 ลบ. โดย DOD ถือหุ้น 80% ส่วนอีก 20% ถือหุ้นโดยผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำการตลาด ออนไลน์และออฟไลน์ที่ติด TOP5 ของประเทศ ซึ่งมีทีมสมาชิกเกือบ 500 ราย ซึ่งคาดจะช่วยขยายตลาดและช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่ DOD ได้ โดยคาดการจัดตั้งบ.ย่อยจะเสร็จภายใน 1Q62 

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- แม้กำไร 4Q61 จะสะดุดและ 1H62 คาดกำไรไม่ได้เติบโตสดใส เนื่องจาก 1H61 มีฐานกำไรสูงจากรับรู้ออเดอร์ลูกค้ารายใหญ่และลูกค้ารายใหม่จำนวนมาก (ด้วยเหตุ อย. ตรวจเข้มโรงงานผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐาน) แต่ 2H62 คาดกำไรจะพลิกโตเด่นอย่างมีนัยฯ ทั้ง YoY และ HoH หนุนให้เรายังคงประมาณการเดิม โดยปี 62 คาด DOD จะสร้างสถิตมีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 380 ลบ. เติบโต 24% จากปี 61 ที่มีกำไร 305 ลบ. เติบโต 115%YoY

- จับตาปัจจัยขับเคลื่อน 2H62 ดังนี้ 1) รับรู้ Synergy เต็มที่หลังการเข้าซื้อบจ. พีซีซีเอ แล็บบอราเทอรี่ “PCCA” (ถือ 90%) เสร็จสิ้นตั้งแต่ 15 ม.ค. 62 โดยเริ่มทำ R&D ให้ลูกค้าอาหารเสริมเจ้าใหญ่ปีก่อนที่สนใจขายเครื่องสำอาง ซึ่งคาดจะส่งมอบสินค้าตั้งแต่ปลาย 2Q62 2) รับรู้ยอดขายสินค้าอาหารเสริมผ่าน TV shopping ของ CNR MALL ในจีนราว 2-5 SKUs ตั้งแต่ 1Q62 และจะมีสินค้าทยอยขายเพิ่มใน 2Q-4Q62 และ 3) รับรู้รายได้สินค้าอาหารเสริมรูปแบบใหม่ เช่น Jelly, Soft Gel และ Gel ซึ่งกำลังทดสอบการบรรจุภัณฑ์และคาดเครื่องจักรจะข้ามาผลิตในไทยตั้งแต่ 2Q62

- แม้ช่วงสั้นราคาหุ้นจะขาด Catalyst เพราะโมเมนตัมกำไรครึ่งปีแรกยังไม่สดใสจากฐานปีก่อนที่สูง แต่เรามองกำไรสะดุดเพียงชั่วคราวจากธรรมชาติของธุรกิจที่การรับรู้ยอดขายจะขึ้นอยู่กับแผนการออกสินค้าของลูกค้า ซึ่งปีนี้ออเดอร์ใหญ่ทั้งอาหารเสริมและเครื่องสำอางจะมีแผนเปิดตัวเกิดขึ้นใน 2H62 ซึ่งหากมองภาพรวมทั้งปี 62 คาดกำไรยังเติบโตต่อ 24%YoY และคาดให้ Div. Yield ปีละ 6% อีกทั้งมีพัฒนาการเชิงบวกจากแผนต่อยอดธุรกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพทำกำไรในระยะยาว จึงคงแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานที่ 16.70 บาท (อิง PER 18x) มี Upside 43%

Catalysts/Risks 
(+) ความคืบหน้าการร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเพิ่มเติมในอนาคต 
(+/-) การรับรู้กำไรผันผวนแต่ละไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการส่งมอบสินค้า 
(+/-) สินค้าเสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ผลิตได้รับความนิยม/เสื่อมความนิยม

14/02/2019 DOD - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น 
- DOD ลงนามร่วมมือทางการค้ากับบมจ. เอ็นพีพีจี (ประเทศไทย) หรือ “NPPG” ซึ่งเป็นผู้ผลิตด้านบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม (เป็นเวลา 5 ปี) เพื่อร่วมกันพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอางและสกินแคร์

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- เรามีมุมมองบวกต่อความร่วมมือกันข้างต้น เพราะ NPPG ถือเป็นหนึ่งในผู้นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนตัวทั้งแบบซอง ม้วน ฉลากและฝา ซึ่งคาดจะลดเวลาจัดหาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนจำหน่ายให้แก่ DOD ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่บริษัทแตกไลน์ธุรกิจเพิ่มไปสู่ธุรกิจเครื่องสำอางและสกินแคร์ หลังดีลเข้าซื้อ บจ. พีซีซีเอ (PCCA) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องสำอางและสกินแคร์ในรูปแบบ OEM เสร็จสิ้นในปลาย ม.ค. 62 ซึ่งทำให้บริษัทมีความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายเพิ่มขึ้นอีกมาก

- 4Q61 คาด DOD มีกำไรสุทธิ 10 ลบ. ลดลง 63%YoY (ต่ากว่าคาดการณ์เดิมที่ 49 ลบ.) จากยอดขายที่คาดหดตัว 28%YoY หลังเลื่อนส่งมอบสินค้าช่วงปลายปีไปใน 1Q62 อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นคาดลดลงจาก 61.6% ใน 4Q60 เป็น 57.7% จากการลดลงของผลประหยัดต่อขนาด และ SG&A/Sales คาดสูงขึ้นจาก 27.7% ใน 4Q60 เป็น 34.8% จากมีค่า FA เข้าซื้อ PCCA 2.5 ลบ.

- แม้เราปรับลดประมาณการกำไรปี 61 ลง 11.3% แต่ยังคงประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 62 โดยปี 61 คาดมีกำไร 306 ลบ. ยังโตสูง 115%YoY และคาดทำนิวไฮที่ 380 ลบ. ในปี 62 หลักๆ จะมาจากรวมงบ PCCA ซึ่งกำลังปรับการใช้ทรัพย์สินและฐานลูกค้าที่มีระหว่างกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคาดรับรู้ยอดขายลูกค้าใหม่ตั้งแต่ 2Q62 (เริ่มทำ R&D ให้ลูกค้าอาหารเสริมเดิมเจ้าใหญ่ที่สนใจขายเครื่องสำอางในปีนี้) ส่วนธุรกิจอาหารเสริมจะรับรู้ยอดขายผ่าน TV shopping ของ CNR MALL ในจีนตั้งแต่ 1Q62 และตั้งแต่ 2Q62 คาดรับรู้รายได้สินค้ารูปแบบใหม่ เช่น Jelly, Soft Gel และ Gel

- คงแนะนำ “ซื้อ” แม้กำไรที่จะสะดุดชั่วคราวใน 4Q61 อาจกดดันราคาหุ้นในช่วงสั้น แต่หากพิจารณาภาพรวมแต่ละปีจะพบว่า กำไรยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยปี 61-63 คาดกำไรโตเฉลี่ยปีละ 43% ซึ่งน่าจะดึงดูดการลงทุนในระยะยาว อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 30% จากพื้นฐานที่ 16.70 บาท อิง PER ที่ 18x และฐานะการเงินที่แกร่งจึงมองปันผลได้สม่ำเสมอ โดยคาด Div. Yield ปีละ 5.8%

Catalysts/Risks 
(+) ความคืบหน้าการร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเพิ่มเติมในอนาคต
(+/-) การรับรู้กำไรผันผวนแต่ละไตรมาส ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการส่งมอบสินค้า
(+/-) สินค้าเสริมอาหารและเครื่องสำอางที่ผลิตได้รับความนิยม/เสื่อมความนิยม

30/01/2019 JKN - Neutral เกิดอะไรขึ้น 
- ตั้งแต่ 17 ธ.ค. 61-16 ม.ค. 62 ราคาหุ้น JKN ปรับลงแรง (ทาจุดต่ำสุด 6 บาท) ซึ่งมีข่าวกดดันจาก 1) คุณแอน จักรพงษ์ ขายบิ๊กล็อก 25 ล้านหุ้น ให้แก่หมอเฉลิมที่ราคาเฉลี่ย 12.01 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อหุ้นที่เจ้าของขายบิ๊กล็อก 2) ผู้ถือหุ้นใหญ่เทขายหุ้นจาก 9.5% เหลือ 4.6% ของทุนชาระแล้ว และ 3) กสทช. เปิดช่องคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- แม้มีข่าวลบข้างต้นแต่เรายังให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานธุรกิจมากกว่า โดยมองการขายบิ๊กล็อกที่ผ่านมาเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณแอนและหมอเฉลิมซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว และนับตั้งแต่ราคาหุ้นลงแรง คุณแอนได้แสดงให้เห็นความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของ JKN ด้วยการซื้อหุ้นตั้งแต่ 21 ธ.ค. 61-23 ม.ค. 62 จานวน 4.77 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 7.61 บาท มูลค่ารวม 36.3 ลบ.

- ประเด็น กสทช. เปิดช่องคืนใบอนุญาตมองกระทบต่อธุรกิจจำหน่ายคอนเทนต์ในไทยจากัดในแง่ของการขยายฐานลูกค้าใหม่ แต่ไม่ได้น่ากังวลต่อฐานลูกค้าที่มีอยู่เดิมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำทีวีดิจิทัลซึ่งมีเรทติ้งและฐานะการเงินที่ดี อาทิ CH3, CH8 (RS), CH5, Bright TV, ONE

- แม้ 4Q61 คาดรายได้โต 22%YoY จากรายได้ค่าสิทธิ์ซึ่งมีส่งมอบซีรีย์อินเดียให้แก่ CH5 ซึ่งเป็นลูกค้าใหม่ในไทยและลูกค้าเดิมใน CLMV รวมทั้งเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งรายได้จากจำหน่ายละครช่อง 3 ให้ลูกค้าฟิลิปปินส์ราว 3 ล้านบาท อย่างไรก็ดีต้นทุนขายคาดโต 34.5%YoY จากมีค่าตัดจำหน่ายสูง จึงทาให้คาด 4Q61 มีกาไรสุทธิ 48 ลบ. เติบโต 311.4%YoY (ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 68 ลบ.)

- แม้เราปรับลดประมาณการกำไรปี 61-63 เฉลี่ยปีละ 7.6% สะท้อนค่าตัดจำหน่ายที่สูงขึ้นหลังล่าสุดบริษัทมีแผนซื้อลิขสิทธิ์ปีละ 850 ลบ. (เป้าเดิมปีละ 800 ลบ.) แต่พบว่าปี 61-63 EBITDA Margin ยังปรับขึ้นและทรงตัวสูงที่ 81.6-81.9% ขณะที่ปี 61 คาดกำไรยังทำนิวไฮที่ 229 ลบ. เติบโต 22.2%YoY และโตต่อปีละ 22.1% ในปี 62-63 ตามการเติบโตของค่าสิทธิ์ในไทยและต่างประเทศ

- มอง “เป็นโอกาสซื้อ” หลังประเมินราคาหุ้นผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยช่วงแรกราคาหุ้นน่าจะกลับขึ้นไปแถว 10.70 บาทก่อน จากคลายกังวลข่าวลบและมีลุ้นข่าวดีปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์รายใหญ่ ขณะที่ทิศทางกาไรที่สูงกว่าในอดีตและ PER มีแนวโน้มลดลง น่าจะดึงความสนใจทาให้ราคาหุ้นปรับขึ้นไปสะท้อนมูลค่าพื้นฐานที่ 13.00 บาท (ปรับลงจาก 14.30 บาท จากการปรับลดประมาณการกาไร)

Catalysts/Risks 
(+) การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท 
(+) การปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมทั้งในไทยและต่างประเทศ 
(-) ความเสี่ยงจากผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิมจะเทขายหุ้นในกระดานอีก ซึ่งยังเหลือราว 22 ล้านหุ้น 
(-) ความเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว

14/11/2018 JKN - Neutral เกิดอะไรขึ้น
- 3Q61 JKN มีกำไรสุทธิ 43 ล้านบาท หดตัว 54.4%YoY แย่กว่าที่เราคาดไว้ (คาด 50 ล้านบาท) จากมี SG&A สูงกว่าคาด เพราะมีตั้งค่าเผื่อสงสัยจะสูญของบ.ย่อยเพิ่มขึ้นราว 6 ล้านบาท ซึ่งเหนือความคาดหมาย อย่างไรก็ดีหากไม่รวมค่าเผื่อสงสัยจะสูญพบว่า ภาพรวมกำไรปกติใกล้เคียงคาด โดยรายได้ค่าสิทธิ์ยังโต 11%YoY หลังส่งมอบคอนเทนต์ให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศใน CLMV

- จากการสอบถามบริษัท พบว่า ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญใน 3Q61 เป็นลูกหนี้ที่ยังไม่จ่ายค่าโฆษณาของ บ.ย่อย JKN Channel (99.99%) ซึ่งลูกหนี้นัดเข้ามาชำระวันศุกร์นี้ อย่างไรก็ดีเรามองหนี้สูญยังไม่ใชประเด็นน่ากังวล เพราะที่ผ่านมาเกิดหนี้สูญจริงเพียง 2 ล้านบาทในปี 59 เพียงแต่ลักษณะธุรกิจอาจทำให้ลูกค้าจ่ายเงินล่าช้าบ้างจนต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ก่อนตามนโยบายบัญชี


ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- 4Q61 คาดกำไรพลิกโตเด่นทั้ง YoY และ QoQ ตามการโตของรายได้ค่าสิทธิ์หลังลูกค้าไม่ได้ชะลอรับลิขสิทธิ์เช่นปีก่อนที่อยู่ในช่วงไว้อาลัย บวกกับ คาดรับรู้รายได้ค่าสิทธิ์จากลูกค้า CLMV อย่างน้อย 60 ล้านบาท และเริ่มรับรู้รายได้ครั้งแรกจากเป็นตัวแทนจำหน่ายลิขสิทธิ์ละครช่อง 3 ราว 3 ล้านบาท หลังขายให้ฟิลิปปินส์แล้ว 5 เรื่องๆ ละ 2-3 ล้านบาท (JKN รับรู้ส่วนแบ่งรายได้ 30%) อีกทั้ง SG&A คาดลดลงอย่างมีนัยหลังไม่มีค่าที่ปรึกษาเข้าตลท.และค่าจัดงานอีเวนต์ดังเช่น 4Q60

- ปี 61 คงคาด JKN จะสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุด 250 ล้านบาท โต 33.2%YoY ส่วนปี 62-63 คาดกำไรโตต่อเฉลี่ยปีละ 20% จากการโตที่ดีของรายได้ค่าสิทธิ์ทั้งในและต่างประเทศ บวกกับ ปี 62 จะรับรู้รายได้เต็มปีครั้งแรกจากเป็นตัวแทนจำหน่ายลิขสิทธิ์ละครให้แก่ช่อง 3 ในต่างประเทศ โดยตั้งเป้าทำยอดขายปีละ 300 ล้านบาท (70 เรื่อง) ซึ่ง JKN จะรับรู้ส่วนแบ่งรายได้ปีละ 90 ล้านบาท

- เรามีมุมมองบวกต่อธุรกิจตัวแทนจำหน่ายลิขสิทธิ์ละครให้แก่ช่อง 3 ในต่างประเทศ ซึ่งคาดจะช่วยเพิ่มศักยภาพทำกำไรให้แก่ JKN ได้ดีนับตั้งแต่ปี 62 เพราะมีต้นทุนหลัก คือ การแปลภาษาไทยให้เป็นภาษาอังกฤษก่อนส่งมอบคอนเทนต์ให้ลูกค้าเท่านั้น โดยภายในปีนี้ JKN คาดจะปิดสัญญาขายละครช่อง 3 ให้ฟิลิปปินส์ได้ 100 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะรับรู้รายได้ช่วง 1H62

- คงแนะนำ “ซื้อ” หลังมองช่วงเวลาที่กำไรสะดุดได้จบลงแล้ว โดยตั้งแต่ 4Q61 กำไรจะกลับมาโต YoY อีกทั้งเรายังชอบ JKN ในฐานะเป็นต้นน ้าของธุรกิจสื่อ ซึ่งคาดกำไรจะโตเฉลี่ยปีละ 24.2% ในปี 61-62 นับว่าเติบโตดีกว่ากลุ่ม จึงน่าจะยังดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาสนใจ ทั้งนี้เราประเมินราคาเป้าหมายปี 2562 อยู่ที่ 14.30 บาท (อิง PER 25x หรือคิดเป็น PEG แค่ 1x) ยังมี Upside 32.4%

Catalysts/Risks 
(+) การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท 
(+) การปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของตนเองและของช่อง 3 ในตลาดต่างประเทศ 
(-) ความกังวลลูกหนี้การค้าค้างชำระเกิน 6-12 เดือน ทำให้ต้องบันทึกหนี้สงสัยจะสูญ 
(-) ความเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว

30/10/2018 DOD - Positive เกิดอะไรขึ้น 
- แหล่งข่าวจาก DOD เผยว่า ทาง DOD เป็นผู้ประกอบการรายเดียวในไทยที่สภาวิทยาศาสตร์จีนคัดเลือกให้เป็นตัวแทนจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านอาหารเสริม-วิตามิน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย-ยาแผนโบราณ รวมถึงผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และเครื่องสำอาง ผ่านช่องทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ CCTV จีนที่มีกว่า 20 ช่อง ซึ่งเข้าถึงผู้ชม 1 พันล้านในจีน โดยคาดจะเซ็น MOU พ.ย. 61 (ที่มา:ข่าวหุ้น)

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน 
- จากการสอบถามบริษัท พบว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเงื่อนไขทางการค้าและยังไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนจากธุรกิจใหม่นี้ได้ เพราะสัปดาห์หน้าบริษัทถึงจะเดินทางไปเจรจาและนำสินค้าไปนำเสนอเพื่อพิจารณาขายผ่านช่อง TV Shopping ของสถานี CCTV จีน อย่างไรก็ดีเรามองหากมีการร่วมทำธุรกิจเกิดขึ้นจะหนุนกำไร DOD ให้โตเด่นและถือเป็น Upside ต่อประมาณการตั้งแต่ปี 62

- ช่วง 3Q61 คาด DOD มีก าไร 60 ล้านบาท หดตัว 47%QoQ ตามผลฤดูกาล แต่ยังเติบโตเด่น 121%YoY หลังยอดขายยังโตสดใสจากอานิสงส์ตรวจเข้มสินค้าเสริมอาหารที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน อย. จะยังตอกย้าลูกค้าเดิมให้เชื่อมั่นและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ให้หันมาสั่งผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

- ช่วง 4Q61 แนวโน้มคำสั่งผลิตสินค้าเสริมอาหารทั้งลูกค้าเดิมและใหม่ยังเพิ่มต่อเนื่อง อาทิ ต.ค. ส่งมอบสินค้าใหม่ 4-5 SKUs และมีสินค้าใหม่อีกกว่า 10 SKUs ที่จะส่งมอบในพ.ย.-ธ.ค. หลังอยู่ระหว่างรอเลข อย. ซึ่งคาดหนุนปี 61 มีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 345 ล้านบาท โต 142.8%YoY

- ปี 62-63 คาดกำไรโตอย่างน้อยปีละ 10% หลังอุปสงค์สินค้าเสริมอาหารในไทยยังโตดี ตามกระแสรักสุขภาพความงามและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อีกทั้งจะมีสินค้ารูปแบบใหม่ เช่น รูปแบบเจลลี่คาดเริ่มผลิตช่วง 1Q62, รูปแบบแคปซูลนิ่มคาดเริ่มผลิตช่วง 2Q62 อีกทั้งโรงงานสกัดวัตถุดิบแห่งที่ 2 โดยใช้ CO2 คาดเปิดช่วง 4Q62 ช่วยเพิ่มกำลังผลิตวัตถุดิบสารสกัดและลดซื้อวัตถุดิบจากภายนอก

- เราคงแนะนำ “ซื้อ” เพราะ DOD เป็นหุ้น Growth ที่มีพัฒนาการเชิงบวกให้ติดตามอีก 2-3 ปี โดยคาดมีกำไรโตสูงเฉลี่ยปีละ 43% ซึ่งคาดเป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาสนใจหุ้นมากขึ้น อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 19.3% จากราคาเป้าหมายที่ 16.70 บาท อิง PER ที่ 18x

Catalysts/Risks 
(+) ก าไรเป็นขาขึ้น โดยปีนี้ก าไรโตเด่นแต่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อน 
(+) ความคืบหน้าการร่วมมือกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 
(+) ดีล M&A หรือ แจ้งแผนลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นเพื่อผลักดันการเติบโตในปีนี้ 
(+/-) สินค้าเสริมอาหารที่ผลิตได้รับความนิยม/เสื่อมความนิยม

19/09/2018 DOD - ซื้อ Initiated VALUE OF PROPOSITION

บริษัทเป็นผู้รับจ้างผลิตและพัฒนา (ODM) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงามรายใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมีจุดเด่นที่มีทีม R&D ในการสร้างนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ให้มีรสชาติและคุณภาพที่ตอบสนองความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ทำธุรกิจอาหารเสริมที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จมี Brand เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภค

INVESTMENT THESIS

เราแนะนำ ซื้อ เพราะ DOD เป็นหุ้น Growth ที่ตลาดฯ ยังไม่คุ้นเคย และมีพัฒนาการในเชิงบวกที่น่าติดตามอีก 2-3 ปี ประกอบกับ ธุรกิจอาหารเสริมถือว่าเป็นธุรกิจที่ยังมีการเติบโตดีจากกระแสรักสุขภาพ ความงาม ตลอดจนการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และด้วยระดับการเติบโตของกำไรสุทธิ ปี 2561-63 ที่เราคาดว่าจะสูงเฉลี่ยปีละ 43%คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาสนใจหุ้น DOD มากขึ้น ทั้งนี้ เราประเมินเป้าหมายแรกของราคาหุ้นไว้ที่ 16.70 บาท ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าอนุรักษ์นิยมมาก  

FUNDAMENTAL

• เราคาดกำไรสุทธิใน 2H61 มีโอกาสเติบโตเด่นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากการตรวจเข้มโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยไม่เพียงแต่ช่วยตอกย้ำให้ลูกค้าเดิมเชื่อมั่นบริษัท แต่ยังช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ให้หันมาสั่งผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น

• ปี 2561 คาด กำไรสุทธิสร้างสถิติสูงสุดใหม่ที่ 345 ล้านบาท เติบโต 142.8%YoY

• อุปสงค์สินค้าเสริมอาหารในไทยที่โตดี ตามกระแสรักสุขภาพและความงาม รวมทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คาดหนุนปี 2561-2563 โตเฉลี่ยปีละ 43%

• การเงินแกร่ง สิ้นปีนี้คาดมีเงินสดสุทธิ 1 พันลบ. และมีกระแสเงินสดปีละ 300 ลบ. พอรองรับแผนลงทุนและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield ปีละ 4%

• ประเมินมูลค่าพื้นฐานที่ 16.70 บาท อิง PER ที่ 18x ซึ่งยึดหลักอนุรักษ์นิยม โดยต่ำกว่า PER 25.4x ของ APCO และ MEGA แต่ใกล้เคียง PER 18x ของ GIFT ขณะที่ศักยภาพทำกำไร DOD เหนือชั้นกว่าทั้ง APCO, MEGA และ GIFT ทุกด้านไม่ว่าจะเป็น Gross Margin, Net Margin, ROA และ ROE  

CATALYSTS

(+) กำไรเป็นขาขึ้น โดยปีนี้กำไรโตเด่นแต่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อน

(+) ดีล M&A หรือ แจ้งแผนลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นเพื่อผลักดันการเติบโตในปีนี้

(+) สินค้าเสริมอาหารที่ผลิตได้รับความนิยมจนเป็นกระแสอย่างมากในตลาด

(+) ความคืบหน้าการร่วมมือกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

(-) การกระจายรายได้ต่ำ โดยแต่ละปีรายได้กว่า 80% มาจากลูกค้า 5 รายแรก