Wealth Company Update

15/05/2020 JKN - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
  • 1Q63 JKN มีกำไรสุทธิ 95 ลบ. เติบโต 3%YoY ดีกว่าตลาดคาด สาเหตุหลักมาจากรับรู้กำไรอัตราแลกเปลี่ยน 36 ลบ. จากค่าเงินบาทอ่อนตัวลง (ขณะที่ 1Q62 มีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 14 ลบ.) จึงช่วยชดเชยต้นทุนการเงินสุทธิที่สูงขึ้นจาก 1Q62 ราว 18 ลบ. จากมีหุ้นกู้แปลงสภาพเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 24 ม.ค. 63 ราว 1.2 พันลบ. (ดอกเบี้ย 3% ต่อปี) และกำไรขั้นต้นที่หดตัว 7.1%YoY จากค่าตัดจำหน่ายสิทธิ์ที่สูงขึ้นหลังลงทุนซื้อคอนเทนต์รองรับความต้องการในตลาดต่างประเทศ

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • กำไรสุทธิ 1Q63 คิดเป็น 37% ของประมาณการทั้งปี และคาดเป็นไตรมาสที่ดีสุดดังเช่นทุกปี (High Season) โดยแม้สถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 จะกดดันเม็ดเงินโฆษณา แต่ JKN กลับได้อานิสงส์บวกจากที่ลูกค้าบางส่วนไม่สามารถผลิตคอนเทนต์เองได้ ทำให้ต้องหันมาซื้อคอนเทนต์สำเร็จรูปแทน ซึ่งสะท้อนได้จากรายได้ค่าสิทธิ์ 1Q63 ยังเติบโต 3%YoY หลักๆ จากลูกค้าต่างประเทศที่โต 14.9%YoY และลูกค้าระบบเคเบิลและดาวเทียมในประเทศที่กลับมาโตอีกครั้ง
  • ปัจจุบัน JKN มี Backlog ราว 282 ลบ. แบ่งเป็นคอนเทนต์ที่จะจำหน่ายในไทย 213 ลบ. และในต่างประเทศ 69 ลบ. อีกทั้งมีงานขายที่อยู่ระหว่างรอปิดสัญญาเพิ่มเติม โดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งคาดจะมีการเซ็นสัญญาขายคอนเทนต์ให้แก่ประเทศใหม่ๆ เพิ่มเติมภายใน 2Q63 อาทิ มาเลเซียราว 100-200 ลบ. ดังนั้นเราจึงคาด 2Q63 JKN จะยังมีกำไรสุทธิเติบโตได้ YoY และทั้งปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 254 ลบ. เติบโต 0.7%YoY ตามประมาณการเดิมซึ่งยึดหลักอนุรักษ์นิยมได้
  • ภายใต้การแข่งขันที่สูงในธุรกิจทีวีดิจิทัลเพื่อแย่งชิงเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลง และทุกฝ่ายยังต้องทำ Social Distancing ทำให้การผลิตคอนเทนต์เองเป็นไปได้ยากและมีต้นทุนสูง จึงทำให้ JKN จะได้ผลบวกจากการเป็นผู้จำหน่ายคอนเทนต์สำเร็จรูปรายใหญ่สุดในไทย อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 63F ที่ 10.1x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER-1SD และยังมี Upside 15% จากเป้าหมายที่ 5 บาท (อิง PER 12x ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย PER-1SD) รวมทั้งคาดให้ Div. Yield ปีนี้ ราว 4% คงแนะนำ “ซื้อ”

Catalysts/Risks

(+) การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท
(+) การปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมทั้งในไทยและต่างประเทศ
(-) ความเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว
(+/-) กระแสตอบรับคอนเทนต์ที่ผลิตภายใต้แบรนด์ JKN-CNBC

12/05/2020 RJH - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
  • 1Q63 RJH รายงานกำไรสุทธิ 82.8 ลบ. ลดลง 53%YoY แต่หากไม่รวมกำไรพิเศษขายที่ดินที่บันทึกใน 1Q62 พบว่ากำไรปกติหดตัว 15%YoY ดีกว่าที่เราคาดไว้ที่ 77 ลบ. โดยไตรมาสนี้รายได้ค่ารักษารวมทรงตัว YoY เนื่องจากผลกระทบจาก COVID-19 กดดันให้รายได้กลุ่มเงินสดเพิ่มขึ้นแค่ 1%YoY ขณะที่รายได้ประกันสังคมลดลง 1%YoY จากมีเคสตรวจสุขภาพและทำฟันลดลง อีกทั้งบันทึกค่าโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง RW>2 เพียง 10,679 บาท/RW ต่ำกว่าปีก่อนที่ 12,800 บาท/RW

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • กำไรปกติ 1Q63 คิดเป็น 26% ของประมาณการทั้งปี และเราประเมิน 2Q63 จะเป็นจุดต่ำสุดของกำไรในปีนี้ เพราะนอกจากเป็น Low Season แล้ว เราคาดเดือน เม.ย. จำนวนผู้ป่วยเงินสดยังมีแนวโน้มหดตัวหนัก 15-20%YoY จากการเลื่อนรักษาและผ่าตัดบางโรคที่ยังไม่เร่งด่วนหลังกังวลการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นและบริษัทมีนโยบายคุมเข้มค่าใช้จ่ายมากขึ้น จึงคาด 2H63 กำไรจะกลับมาเติบโต YoY อีกครั้ง
  • เรามองสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID เป็นแค่ปัจจัยลบระยะสั้นที่กดดันผลการดำเนินงานปีนี้ โดยปี 2563 คาด RJH มีกำไรปกติ 318 ลบ. ทรงตัวจากปี 2562 ก่อนพลิกเติบโต 2%YoY ในปี 2564 จากตลาดผู้ป่วยเงินสดที่ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องแผนขนาดเล็ก การล้างไต และสวนหัวใจ ขณะที่ตลาดผู้ป่วยประกันสังคมคาดยังมีแรงหนุนจากมีผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น
  • RJH มีจุดเด่นที่เป็น รพ. เอกชนขนาดใหญ่สุดใน จ. อยุธยาซึ่งมีคู่แข่งน้อยราย และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันไม่มี่หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายและมีเงินสดสุทธิราว 255 ลบ. จึงมีศักยภาพกู้ยืมสูงภายใต้แผนขยายเครือข่าย รพ. ปีละ 300 ลบ. ในช่วง 2-3 ปีนี้ อีกทั้งปัจจุบันยังมี Valuation ถูกสุดในกลุ่ม โดยเทรด Core PER 63F ที่ 21.2x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 28x และมี Upside 4% จากพื้นฐานที่ 28 บาท และคาดให้ Div. Yield ปีละ 4.5% สูงสุดในกลุ่ม จึงคงแนะนำ “ซื้อ”

Catalysts/Risks
(+/-) การเปลี่ยนนโยบายโครงการประกันสังคมทั้งค่าเหมาจ่ายและค่าบริการต่างๆ
(+) ดีลความร่วมมือกับรพ. อื่นๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI
(-) มาตรการคุมค่ารักษาของภาครัฐแต่มอง RJH เสี่ยงต่ำเพราะเป็น รพ. กลุ่มสีเขียวที่ค่ารักษาไม่แพง
(-) หุ้นมีสภาพคล่องในการซื้อขายบนกระดานน้อย

07/05/2020 RJH - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
  • เราคาด 1Q63 RJH จะมีกำไรปกติ 77 ลบ. พลิกหดตัว 20.7%YoY จากรายได้ค่ารักษารวมที่มีแนวโน้มทรงตัวทั้งกลุ่มเงินสดและประกันสังคม เนืองจากความกังวลการแพร่ระบาด COVID-19 ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มเงินสดชะลอการรักษา โดยเฉพาะการผ่าตัดที่ยังไม่จำเป็นซึ่งมีมาร์จิ้นสูง รวมทั้งยังมีเคสประกันสังคมตรวจสุขภาพและทำฟันลดลงจากปีก่อน อีกทั้งบริษัทยึดหลักอนุรักษ์นิยมด้วยการบันทึกค่าโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง RW>2 เพียง 12,000 บาท/RW ต่ำกว่าที่ประกาศ 12,800 บาท/RW

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • แม้ RJH จะมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติต่ำแค่ 1% ของรายได้รวม แต่สถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ได้กระทบต่อการตัดสินใจเลื่อนรักษาโรคต่างๆ ใน รพ. ไปก่อน อีกทั้งอาจกระทบต่อจำนวนผู้ประกันตนหลังเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระเทือนต่อภาคการผลิตหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายเดิม เพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าว เราจึงปรับลดประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 2563 เฉลี่ยปีละ 12% โดยภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2563 RJH มีกำไรปกติทรงตัวที่ 318 ลบ.
  • 2Q63 คาดกำไรจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ เพราะนอกจากเป็น Low Season ตามฤดูกาลแล้ว เดือน เม.ย. จำนวนผู้ป่วยเงินสดยังหดตัวหนักจากมาตรการของภาครัฐและการปิดโรงงานบางแห่งชั่วคราวเพื่อควบคุมการระบาด อย่างไรก็ดีปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อบวกกับ บริษัทมีนโยบายคุมเข้มค่าใช้จ่ายมากขึ้น จึงทำให้ช่วง 2H63 คาดผลกำไรจะกลับมาเติบโต YoY ได้อีกครั้ง และจะพลิกเติบโตสดใส 2%YoY ในปี 2564
  • แม้สถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 จะทำให้ปีนี้กำไรทำได้แค่ทรงตัว แต่เรามองเป็นแค่การสะดุดลงชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมาเติบโตสดใสอีกครั้งตั้งแต่ปี 2564 ทั้งนี้เรายังชอบ RJH ในฐานะที่เป็นหุ้น รพ. ขนาดเล็กที่มี Valuation ถูกสุดในกลุ่ม รพ. โดยปัจจุบันเทรด Core PER 63F ที่ 21.1x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 27.8x อีกทั้งราคาหุ้นยังมี Upside 25% จากมูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 28 บาท (เป้าเดิม 31 บาท) และคาดให้ Yield ปีละ 4.5% สูงสุดในกลุ่ม รพ. จึงคงแนะนำ “ซื้อ”

Catalysts/Risks

(+/-) การเปลี่ยนนโยบายโครงการประกันสังคมทั้งค่าเหมาจ่ายและค่าบริการต่างๆ
(+) ดีลความร่วมมือกับรพ. อื่นๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI
(-) มาตรการคุมค่ารักษาของภาครัฐแต่มอง RJH เสี่ยงต่ำเพราะเป็น รพ. กลุ่มสีเขียวที่ค่ารักษาไม่แพง
(-) หุ้นมีสภาพคล่องในการซื้อขายบนกระดานน้อย

04/03/2020 JKN - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
  • 4Q62 JKN มีกำไรสุทธิ 50 ลบ. เติบโต 9.3%YoY แรงหนุนหลักจากรายได้ค่าสิทธิ์รวมที่เติบโต 15.4%YoY (แม้รายได้ค่าสิทธิ์ในต่างประเทศจะหดตัว 44.1%YoY แต่ถูกชดเชยด้วยรายได้ค่าสิทธิ์ในไทยที่เติบโต 84.7%YoY) และจากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงเป็น 6% จาก 32.7% ใน 4Q61 ซึ่งเพียงพอชดเชยค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้น 81.6%YoY จากค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นในทีม CNBC หนุนให้ปี 2562 JKN มีกำไรสุทธิ 253 ลบ. เติบโต 11.0%YoY ตรงตามที่เราคาด
  • บอร์ดบริษัทอนุมัติจ่ายหุ้นปันผลในอัตรา 8 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ จำนวน 5 ล้านหุ้น และจ่ายเงินปันผลอีก 0.14 บาทต่อหุ้น รวมเป็นการจ่ายปันผล 0.2025 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Div. Yield 5.1% (XD 16 มี.ค. 63) พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 104.8 ล้านหุ้น (พาร์ 0.50 บาท) รองรับการจ่ายหุ้นปันผล การปรับสิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพและใบสำคัญแสดงสิทธิ JKN-W1

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • แม้ปี 2562 กำไรจะเป็นไปตามคาด แต่เรามองปี 2563 JKN จะเผชิญความท้าทายอย่างมากจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งคาดจะกดดันความต้องการซื้อคอนเทนต์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเริ่มสะท้อนให้เห็นได้จากสิ้นปี 62 บริษัทมี Backlog จำหน่ายคอนเทนต์เพียง 278 ลบ. (7% ของสมมติฐานรายได้ปีนี้) ต่ำกว่าสิ้นปี 61 ที่มี Backlog สูงถึง 665 ลบ. (39.2% ของรายได้ปี 62) เพื่อยึดหลักระมัดระวังมากขึ้น เราจึงปรับลดประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 2563 จากเดิมเฉลี่ย 14% ภายใต้ประมาณการใหม่คาดปี 2563 JKN มีกำไรสุทธิ 254 ลบ. ทรงตัว YoY
  • ส่วนประเด็นการจ่ายหุ้นปันผลในอัตรา 8 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ จำนวน 67.5 ล้านหุ้น เรามองเป็นความพยายามของบริษัทที่ต้องการจะเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยไม่ได้กระทบต่อส่วนผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด เพียงแต่ BVS และ EPS หลังจ่ายหุ้นปันผลจะลดลง ตามจำนวนหุ้นที่มีเพิ่มขึ้นจาก 540 ล้านหุ้น เป็น 607.5 ล้านหุ้น หรือเกิด Share Dilution Effect 11.12%
  • แม้ปี 2563 ยังมี Downside Risk จากภาวะอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาที่อาจแย่กว่าคาดหลังภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่หลังจากที่เรายึดหลักระมัดระวังอย่างมาก โดยปรับลดราคาเป้าหมายใหม่เป็น 5.00 บาท สะท้อนจำนวนหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นหลังจ่ายหุ้นปันผล พร้อมทั้งอิง PER 12x ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย PER-1SD พบว่าราคาหุ้นยังมี Upside 21% และ Yield ปีละ 4% จึงคงแนะนำ ซื้อ

Catalysts/Risks

(+) การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท
(+) การปิดสัญญาขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพิ่มเติมทั้งในไทยและต่างประเทศ
(-) ความเสื่อมนิยมในคอนเทนต์หรือกระแสผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว
(+/-) กระแสตอบรับคอนเทนต์ที่ผลิตภายใต้แบรนด์ JKN-CNBC

25/02/2020 RJH - ซื้อ

เกิดอะไรขึ้น

  • 4Q62 RJH มีกำไรสุทธิ 82 ลบ. เติบโต 16.3%YoY ตามคาด จากรายได้ค่ารักษาที่โต 1%YoY โดยแม้รายได้ประกันสังคมหดตัว 10%YoY จากประกันสังคมปรับลดจ่ายค่าโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (RW>2) ลงสู่ 7,100 บาท/RW ต่ำกว่าที่ประกาศ 12,800 บาท/RW แต่ถูกชดเชยด้วยรายได้เงินสดที่โต 29%YoY จากเคสผ่าตัดและสวนหัวใจที่สูงขึ้น อีกทั้งการคุมค่าใช้จ่ายทำให้ SG&A/Sales ลดลงจาก 10.5% ใน 4Q61 เป็น 9.8% หนุนปี 2562 มีกำไรปกติ 317 ลบ. เติบโต 24.5%YoY

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • แม้ตั้งแต่ต้นปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะเผชิญปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ แต่เราคาดปี 2563 RJH จะมีรายได้ค่ารักษารวมเติบโต 11%YoY (บริษัทตั้งเป้า 15%YoY) จากการที่ประกันสังคมปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายรายหัวจากเดิมปีละ 1,500 เป็น 1,640 บาท/คน รวมทั้งยังปรับค่าบริการอื่นเพิ่ม (โรคที่มีภาระเสี่ยงและค่าใช้จ่ายสูง) ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 63 ซึ่งคาดหนุนรายได้ประกันสังคมโต 9%YoY ส่วนรายได้เงินสดคาดโต 13%YoY หลังบริษัทเพิ่มกำลังให้บริการผู้ป่วยใน 18 เตียงตั้งแต่ 3Q62 และยังจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเปิดศูนย์ไตเทียมแบบพรีเมียม 16 ยูนิตตั้งแต่ 2Q63
  • ด้วยปัจจัยหนุนจากรายได้ค่ารักษารวมที่มีแนวโน้มเติบโตดี บวกกับ คาดบริษัทมีอัตราเข้ารักษาด้วยโรคเฉพาะทางสูงขึ้นและมีผลประหยัดต่อขนาดเพิ่มขึ้นในกลุ่มประกันสังคมหลังได้ปรับขึ้นค่าเหมาจ่าย รวมทั้งการคุมค่าใช้จ่ายที่ยังมีประสิทธิภาพ จึงทำให้คาดปี 2563 RJH จะมีกำไรปกติ 367 ลบ. เติบโต 15.9%YoY และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นเป็น 32.5% จาก 31.5% ในปี 2562 
  • เรามอง RJH เป็นหลุมหลบภัยที่ดีในยามตลาดหุ้นผันผวน และยังเป็นหุ้น “Low Price High Profit” โดยปี 63 คาดกำไรปกติโต 15.9%YoY สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่คาดโต 11.9% และยังเทรด Core PER 63F 8x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 28.8x อีกทั้งยังมี Upside 28% จากพื้นฐานที่ 31 บาท และมีเงินปันผลจ่ายจากกำไร 2H62 อีกหุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น Div. Yield 2.1% (XD 13 มี.ค. นี้)

Catalysts/Risks

(+/-) การเปลี่ยนนโยบายโครงการประกันสังคมทั้งค่าเหมาจ่ายและค่าบริการต่างๆ
(+) ดีลความร่วมมือกับรพ. อื่นๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI
(-) มาตรการคุมค่ารักษาของภาครัฐแต่มอง RJH เสี่ยงต่ำเพราะเป็น รพ. กลุ่มสีเขียวที่ค่ารักษาไม่แพง
(-) หุ้นมีสภาพคล่องในการซื้อขายบนกระดานน้อย

22/01/2020 RJH - ซื้อ เกิดอะไรขึ้น
  • แม้ 4Q62 คาด RJH มีรายได้ประกันสังคมหดตัว 5%YoY จากประกันสังคมปรับลดจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยในที่มีค่าใช้จ่ายสูง (RW>2) ลงสู่ 7,100 บาท/RW ต่ำกว่าที่ประกาศใช้ 12,800 บาท/RW แต่น่าจะถูกชดเชยด้วยรายได้เงินสดที่คาดโตเด่นกว่า 25%YoY จากเคสผ่าตัดและสวนหัวใจที่สูงขึ้นมาก ทำให้คาดรายได้ค่ารักษารวมยังโต 13.8%YoY และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 9% ใน 4Q61 เป็น 30.2% หนุนให้ 4Q62 คาดมีกำไรสุทธิ 79 ลบ. ยังเติบโต 12.2%YoY

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน

  • แม้ปี 2563 ประกันสังคมจะปรับการจ่ายค่าคุณภาพ รพ. (HA) ที่เดิมจ่ายแยกปีละ 60 บาท/คน ไปเป็นรวมในค่าเหมาจ่ายรายหัวใหม่ที่ปรับขึ้นจากเดิมปีละ 1,500 บาท/คน เป็น 1,640 บาท/คน ทำให้ค่าเหมาจ่ายใหม่เพิ่มต่ำกว่าที่คาดแต่มองดีกว่าไม่ได้ปรับขึ้นเลย นอกจากนี้ยังมีการปรับค่าบริการอื่นเพิ่มทั้งโรคที่มีภาระเสี่ยงสูง, โรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงและค่าบริการนอกเหนือเหมาจ่าย (ตาราง P.4) ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยบวกต่อผลการดำเนินงานของ รพ. ที่ร่วมโครงการประกันสังคมตั้งแต่ปี 2563
  • เรายังคงคาดปี 2562 RJH มีกำไรปกติ 314 ลบ. เติบโต 23.4%YoY แต่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 2563 เฉลี่ย 3.6% เพื่อสะท้อนค่าบริการทางการแพทย์ใหม่ของประกันสังคม ทำให้ปี 2563 คาด RJH มีกำไรปกติ 367 ลบ. ยังเติบโตในเกณฑ์ที่ดี 16.7%YoY จากการรับรู้ค่าเหมาจ่ายใหม่ที่ดีขึ้น และการเพิ่มกำลังให้บริการแก่ผู้ป่วยกลุ่มเงินสด โดยมีการเพิ่มเตียงผู้ป่วยใน 18 เตียงตั้งแต่ 3Q62 และจะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเปิดศูนย์ไตเทียมแบบพรีเมียม 16 ยูนิตตั้งแต่ 2Q63
  • RJH เป็น รพ. ขนาดเล็กที่น่าสนใจในฐานะที่เป็นหุ้น “Low Price High Profit” โดยปี 62-63 คาดกำไรปกติโตเฉลี่ยปีละ 20% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่คาดโตราวปีละ 12% และยังเทรด Core PER 63F เพียง 20.0x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 29.4x อีกทั้งราคาหุ้นยังมี Upside 5% จากพื้นฐานปี 63 ที่ 31 บาท และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไร 2H62 หุ้นละ 0.40 บาท คิดเป็น Div. Yield 2.0%

Catalysts/Risks

(+/-) การเปลี่ยนนโยบายโครงการประกันสังคมทั้งค่าเหมาจ่ายและค่าบริการต่างๆ
(+) ดีลความร่วมมือกับรพ. อื่นๆ รับส่งต่อผู้ป่วยมารักษาที่ศูนย์สวนหัวใจ, MRI
(-) มาตรการคุมค่ารักษาของภาครัฐแต่มอง RJH เสี่ยงต่ำเพราะเป็น รพ. กลุ่มสีเขียวที่ค่ารักษาไม่แพง
(-) หุ้นมีสภาพคล่องในการซื้อขายบนกระดานน้อย